สังขละ เมืองสามหมอก มนต์เสน่ห์แห่งผืนน้ำ

ภูเขา แม่น้ำ สะพานไม้ และสายใยแห่งวัฒนธรรรม ล้วนถูกผูกโยงและหลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งก็ไม่ต่างจากความหมายของคำว่าสังขละ โดยมีความหมายว่า การผสมผสานของคนหลายชาติพันธุ์ในภาษาพม่า (สังเคลียะ) ผู้คนที่นี่แม้จะแตกต่างด้วยเชื้อชาติหรือเขตประเทศกั้น แต่ด้วยพื้นฐานแห่งความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงได้เกิดการร่วมมือร่วมใจสร้างสะพานเพื่อเชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำซองกาเลีย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดอยู่ทางฝั่งเมียนมาร์ โดยเป็นความประสงค์ของหลวงพ่ออุตตมะ สะพาญมอญแห่งนี้จึงมีอีกชื่อว่า สะพานอุตตมานุสรณ์

ความหมายของสามหมอกของเมืองสังขละบุรี

หมอกในความหมายทั่วไป หมายถึงไอน้ำที่รวมตัวกัน แต่สายหมอกสำหรับที่นี่นั้นมีความหมายที่สวยงามไปกว่านั้น โดยสายหมอกของที่ หมายถึง สายใยแห่งวัฒนธรรมหรือมีความหมายถึงเชื้อชาติของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ โดยหลัก ๆ แล้วก็จะเป็นคนไทย มอญ กะเหรี่ยง ลาว และเมียนมาร์ ผู้คนแต่ละเชื้อชาติต่างก็มีการแต่งตัว อาหารพื้นบ้าน และภาษาที่แตกต่างกัน แต่กลับผสมผสานหลอมรวมกันได้อย่างงดงามราวกับไอของสายหมอกยามเช้าตรู่ เป็นสายหมอกที่มีแม่น้ำซองกาเลีย เปรียบเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยสูบฉีดให้ลมหายใจกับผู้คนมาอย่างยาวนาน

วิธีสัมผัสชีวิตแนบชิด สามหมอกอย่างครบถ้วนภายใน 1 วัน

เริ่มต้นด้วยการตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่และเดินทางมาให้ถึงสะพานมอญตอนประมาณ 6 โมงเช้า เพราะผู้คนต่างมีนัดเพื่อตักบาตร ในพิธีตักบาตรมอญ ซึ่งเป็นพิธีที่อยู่คู่กับสะพานแห่งนี้มาอย่างยาวนาน พระหลายสิบรูปจะเดินรับบาตรจากผู้คนแต่เช้าตรู่ โดยมีชาวบ้านที่แต่งตัวพื้นเมือง ปะแก้มด้วยสมุนไพรชื่อทานาคา บ้างยืน บ้างนั่งเรียงแถวรอตักบาตร ไม่ใช่เพียงแต่ชาวบ้านที่นี่เท่านั้นที่สามารถตักบาตรได้ เพราะตลอดแนวถนนจะมีชุดตักบาตรขายสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากทำบุญที่สำคัญมีชุดพื้นบ้านของชาวมอญให้ใส่ถ่ายรูปสวย ๆ อีกต่างหาก หลังจากตักบาตรเสร็จก็ถึงเวลาชื่นชมความงามของสะพานไม้ตรงหน้า โดยเราจะได้รับการต้อนรับจากมัคคุเทศก์ตัวน้อยที่จะเริ่มจากการแนะนำตัวและพาเราเดินชมสะพานไม้พร้อมเล่าประวัติของสะพานเก่าแก่แห่งนี้ตลอดทาง โดยมัคคุเทศก์หรือไกด์น้อยเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่หากเป็นเด็กน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้บ้างเป็นคนกะเหรี่ยง บ้างเป็นมอญ ส่วนมากเด็ก ๆ เหล่านี้จะตั้งใจมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อหวังได้สินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากชาวบ้านเพื่อนำไปช่วยแบ่งเบาภาระผู้เป็นพ่อและแม่

หลักจากที่ชื่นชมทัศนียภาพบนดินกันไปแล้วต่อไปที่ขาดไม่ได้ก็คือ ล่องเรือชมความงามผ่านสายน้ำในระยะประชิด โดยเรือลำน้อยของชาวบ้านจะพาเราไปเทียบยังที่แรกก็คือ วัดใต้น้ำ เมืองบาดาล เดิมคือวัดวังก์วิเวการาม หากมาในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน น้ำจะลดลงต่ำจนสามารถเดินลงมาชมวัดได้ แต่หากมาช่วงหน้าฝนน้ำก็จะสูงจนอาจเห็นเพียงยอดหอระฆังเท่านั้น จุดที่สองคือวัดสมเด็จ (วัดไทย) วัดนี้ต้องเดินขึ้นเนินไปและสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำซองกาเลียได้ด้วย ต่อมาจุดที่สามคือ วัดศรีสุวรรณ (วัดชาวกะเหรี่ยง) เป็นบริเวณที่น้ำจะท่วมตลอดปีจึงไม่สามารถเดินลงไปชมได้              

การล่องเรือนั้นใช้เวลาไม่นานประมาณ 40 – 50 นาทีก็จะเที่ยวชมสองฟากแม่น้ำอย่างครบถ้วน หากใครมีเวลาอยากจะเที่ยวบนฝั่งต่อก็มีสถานที่อีกมากมาย เช่น วัดวังก์วิเวการาม ที่สร้างขึ้นมาใหม่หรือจะไปไหวเจดีย์พุทธคยาจำลอง โดยจำลองจากเจดีย์พุทธคยาเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย และที่พลาดไม่ได้คือ ถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย มีทั้งอาหารไทย กะเหรี่ยง มอญ ให้เลือกซื้อหลังจากท่องเที่ยวตลอดทั้งวัน

ความเชื่องช้าของเวลาที่คล้ายกับว่าเข็มนาฬิกาขยับพร้อมสายหมอก เสียงเครื่องยนต์เรือที่คอยสตาร์ทเป็นระยะให้สัญญาณว่าชาวบ้านแถวนี้จะได้ค่าจ้างจากนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นค่าเช่าแพ เช่าเรือทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนผ่านสายน้ำ กลิ่นไอแห่งสามเชื้อชาติคละคลุ้ง ผสมผสานจนเกิดเป็นมนต์ขลังบางอย่างลอยละล่อง งดงาม ลงตัวและมีเสน่ห์จนอยากให้ทุกคนมาสัมผัสเมืองสังขละแห่งนี้สักครั้ง

หมู่เกาะสุรินทร์ สวรรค์นักดำน้ำตื้นในดินแดนตอนใต้

หากพูดถึงสถานที่ที่เงียบสงบ กว้างใหญ่ มองแล้วสบายทั้งตา สบายใจ หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะนึกถึง สถานที่ที่เป็นแม่น้ำ เขื่อน ลำธาร น้ำตก และทะเล ซึ่งในประเทศไทยเราก็มีที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำสวยงามมากมาย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาตใต้ รวมถึงตะวันออกและตะวันตก ทุกที่ล้วนสวยและมีเอกลักษณ์ แต่หากจะลองให้ตัวเองได้สัมผัสความงามแห่งท้องน้ำที่ต่างออกไปอีกสักหน่อย การเดินทางด่ำดิ่งลงไปยังท้องทะเลก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวสไตล์สายน้ำไม่น้อย

หมู่เกาะสุรินทร์ แม้ห่างไกลแต่คงไว้ซึ่งความสมบูรณ์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในโลก แต่อีกความสวยงามหนึ่งที่ชาวต่างชาติไม่น้อยต่างพากันข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อยลความงดงาม คือการมาชื่นชมสิ่งที่อยู่ลึกลงไปภายใต้หาดสีฟ้า ซึ่งสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำของบ้านเราคือ หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เป็นหมู่เกาะที่ทอดตัวอยู่บนผืนทะเลอันดามัน ติดกับชายแดนประเทศเมียนมาร์ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่สุดขอบสยามอีกสถานที่หนึ่ง นอกจากสุดขอบสยามแล้วยังได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของคนรักการดำน้ำตื้นอีกด้วย ระหว่างการเดินทางจากบนฝั่งสีของผืนทะเลค่อย ๆ เปลี่ยน จากตรงท่าเรือที่มีลักษณะเป็นป่าชายเลนทำให้ผืนน้ำมีสีเขียวเข้ม ค่อย ๆ เห็นเป็นสีฟ้า จนกระทั่งครามเข้ม ก่อนกลับมาเป็นสีฟ้าอมเขียวอีกครั้ง ไม่นานสีครามตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีขาวของหาดทราย ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเรือปลายเท้าสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเม็ดทราย ถือเป็นความประทับใจตั้งแต่แรกพบเลยก็ว่าได้

โดยหมู่เกาะสุรินทร์มีขนาดเล็ก จึงไม่มีทางสำหรับรถสัญจร จะมีก็เพียงแต่ทางเล็ก ๆ สำหรับเดินไปมาเท่านั้น ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทัวร์ได้รอบเกาะ ดังนั้นการอยู่บนเกาะจึงน่าจะไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ส่วนมากจะมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือ ดำดิ่งสู่ท้องทะเล จึงมักเห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินมากับตีนกบและชุดดำน้ำที่ดูทะมัดทะแมง ในครั้งแรกอาจแปลกใจในอุปกรณ์ที่ครบครันของทุกคน จนกระทั่งได้ลองทอดสายตาลงไปยังใต้ผืนน้ำของหมู่เกาะสุรินทร์แห่งนี้ ปะการังสีสันสวยงามบ้างสีม่วง สีฟ้า สีส้ม สีเขียวและอีกมากมาย บ้างหยุดนิ่งบ้างขยับสลับไปมาเหมือนผลัดกันทักทายแขกไม่คุ้นหน้า ปลาตัวน้อย ตัวใหญ่ว่ายเข้ามาใกล้อย่างไม่กลัวคน เม่นทะเล ดาวทะเล และปะการังมากมายที่ไม่รู้จักชื่อ หลังจากได้ชมปะการังแห่งนี้ในวินาทีแรก ก็ไม่อยากโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเลย

เคล็ดไม่ลับเที่ยวให้ครบ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หมู่เกาะสุรินทร์ยังคงมีแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ ก็คือ การเดินทางมายาก เนื่องจากจังหวัดพังงาไม่มีสนามบิน ดังนั้นการเดินทางมาจึงต้องมาลงที่สนามบินอื่น ได้แก่ สนามบินภูเก็ตและสนามบินหาดใหญ่ แล้วค่อยต่อรถมายังจังหวัดพังงา เพื่อมายังท่าเทียบเรือคุระบุรี ดังนั้นวิธีเดินทางที่สะดวกสุดจึงเป็น ขึ้นรถที่ขนส่งหมอชิตและมาถึงท่ารถคุระบุรีตอนเช้าตรู่ ตัวหมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบ ด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะรี เกาะไข่ และเกาะปาจุมบา หากทัวร์แบบ 1 Day Trip อาจจะไม่พอ แนะนำให้ค้างที่เกาะอย่างน้อย 2 คืน ที่สำคัญบริเวณเกาะไข่มักมีฉลามใจดีแวะเวียนมาให้ยลโฉม บางคนเจอตัวใหญ่ บางคนเจอตัวเล็ก แต่เจออย่างแน่นอน หลังจากดำน้ำจนทั่วทั้ง 5 เกาะแล้ว ไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การนั่งเรือมาทักทายชาวมอแกน พร้อมซื้อของฝากฝีมือชาวมอแกนติดไม้ติดติดมือไปด้วย เพราะชาวมอแกนจะนำของฝาก เช่น สร้อยข้อมือ พวงกุญแจ มาวางขาย ถือเป็นอีกอาชีพที่ชาวมอแกนสามารถทำได้ นอกเหนือจากประมงและรับจ้าง

การเดินทางมายังหมู่เกาะสุรินทร์อาจดูไม่สะดวกสบาย แต่นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่หมู่เกาะแห่งนี้ยังคงความสวยงามทั้งชายฝั่งและแนวปะการัง ทุกคนที่มาเที่ยวยังหมู่เกาะอันห่างไกลนี้ แม้หลายคนจะอยู่ในสภาพเปียกปอนแต่บนใบหน้าของพวกเขาต่างเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทุกคนถึงมีแต่รอยยิ้ม คำตอบอยู่ที่แนวปะการังอันงดงาม และกำลังรอให้ทุกคนมาสัมผัส

เมืองระนอง เกาะพยามและชุมชนมอแกนที่แสนสงบ

หากใครก็ตามที่หลงรักความเงียบสงบ อยากจะไปหายใจรับออกซิเจนเน้น ๆ ให้เต็มปอด ฟังเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เคล้าเสียงนกน้อยประสานเสียงขับขาน อยู่เมืองไทยแต่เหมือนไปเมืองนอก ไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นเหมือนเมืองนอก แต่เพราะสถานที่แห่งนี้แทบหานักท่องเที่ยวชาวไทยไม่เจอ โดยมักจะเจอแต่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปที่ไล่ล่าหาความสงบ ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่าที่แห่งนี้เงียบสงบขนาดไหน

ระนอง แม้เป็นเมืองรองแต่อยากให้ลองมา

หลายคนพอนึกถึงจังหวัดระนอง อาจจะมองไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน แต่ในความจริง ในความเรียบง่ายของจังหวัดนี้เองที่สามารถสร้างความรู้สึกพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ โดยระนองเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่อันดามัน มีทั้งขนส่งทางบกและสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับการเดินทางภายในจังหวัด สามารถเช่ารถหรือที่พลาดไม่ได้เลย คือ การนั่งรถสองแถวไม้สีสดใส ซึ่งได้รับการอนุรักษ์เอาไว้จนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดไปโดยปริยาย

สัญลักษณ์ต่อมาที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัส คือ บ่อน้ำร้อน ทั้งบ่อน้ำร้อนพรรั้ง บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นบ่อน้ำแร่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยแร่ระนองนี้เป็นแร่คุณภาพดี ไร้กลิ่นกำมะถัน เรียกได้ว่าการมาแช่น้ำร้อนที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ทั้งความผ่อนคลายและดีต่อสุขภาพ

สถานที่ต่อมา คือ น้ำตกหงาวเป็นน้ำตกที่ตั้งเด่นหรา ท้าทายสายตานักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมา สายของน้ำตกลงมาจากยอดเขาสูง ในช่วงน้ำมาก ใครผ่านไปมาแถวนี้จะได้ยินเสียงของน้ำตกหงาวตกกระทบเบื้องล่างเหมือนเป็นพนักงานคอยทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนก็ว่าได้ อีกหนึ่งแลนด์มาก คือ ภูเขาหญ้า เขาหัวโล้น ที่จะมีสีเขียวยามหน้าฝน สีเหลืองเมื่อเข้าหน้าแล้ง แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็สามารถเดินขึ้นไปชมวิวทิศทัศน์ของเมืองโดยรอบได้ หากเช่ารถสองแถวไม้มาถ่ายรูปคู่ภูเขาหญ้าจะได้ภาพที่สวยมาก

เกาะพยาม นกเงือกและตะวันตกดิน ณ หมู่บ้านมอแกน

จากระนองสู่เกาะพยาม สามารถเดินทางโดยการนั่งรถสองแถวเข้าไปยังท่าเรือเกาะพยาม ตำบลปากน้ำ โดยมีเรือ 2 แบบให้เลือก คือ สปีดโบ๊ทและเรือใหญ่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้เห็นภาพแรก ภาพของผืนทะเลสีเขียมอมฟ้าและชายหาดสีขาวอมส้ม ต้นมะพร้าวเรียงราย หลังจากก้าวเท้าขึ้นมาบนเกาะสิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ ความเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงคลื่นซัดชัดเจน การเดินทางบนเกาะนิยมเช่ารถมอเตอร์ไซค์เนื่องจากถนนค่อนข้างเล็กและเป็นทางคดเคี้ยว สองข้างถนนจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่สีเขียว ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมหลายคนตั้งใจมาที่นี่เพื่อหวังชมนก โดยนกที่เป็นตัวแทนของความสงบและอุดมสมบูรณ์คงหนีไม่พ้น นกเงือก ที่นี่จะเป็นนกเงือกขนาดเล็ก เรียกว่านกแก๊ก เจ้านกชนิดนี้ชอบบินมาเกาะตรงต้นไม้แล้วหยุดเหมือนจ้องมองนักท่องเที่ยว ยิ่งตอนเช้าจะพบบ่อยบริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งอ่าวที่ว่านี้ เป็นอ่าวที่มีหาดทรายสีขาวนวลละเอียดโค้งตีวงกว้างสุดลูกหูลูกตายาวถึง 2 กิโลเมตร รอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส ไม่ค่อยมีร้านอาหาร หรือผู้คนเท่าใดนัก หากมาจังหวะดีก็มีโอกาสได้ครองหาดแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว

นอกจากอ่าวเขาควาย ก็มีหาดสวย ๆ อีกมาก เช่น อ่าวกวางปีบ อ่าวไม้ไผ่ อ่าวหินขาวอ่าวมุก เป็นต้น นอกจากชายหาดแล้วบนเกาะยังมีทั้งป่าไม้ทั้งป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ อีกหนึ่งสถานที่ต้องมาให้ได้ คือ หมู่บ้านของชาวทะเลแท้ ที่ยังรักษาวิถีของตนอย่างสมบูรณ์ การเดินทางมาที่นี่ต้องขี่รถลัดเลาะผืนป่าชายเลนออกมาไกลพอสมควร ก่อนจะมาเจอกับหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ลำพัง ผู้คนยังคงรักษาภาษาและวิถีความเป็นมอแกนดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ก่อนกลับอยากให้แวะเก็บภาพบ้านไม้หลังเล็กที่ยกตัวสูงจากผืนทรายของชาวมอแกนที่ริมชายหาด ณ ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนลับขอบฟ้า

แม้การเดินทางมายังเกาะพยายามจะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ระหว่างเส้นทางเหล่านั้น ก็มากมายไปด้วยมิตรภาพและความทรงจำไม่น้อย ที่สำคัญความเงียบสงบและไร้การปรุงแต่งนี้เองคือเสน่ห์มหาศาลที่เราจะได้รับจากทั้งเมืองระนองและเกาะพยาม

ตลุยรอบเมืองพัทยากับ 3 พิพิธภัณฑ์ที่สาวก IG ต้องไปเช็คอิน

เมืองพัทยาถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยชายหาดขนาดยาวหลายกิโลเมตร จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเลือกมาคลายร้อนกันที่นี่ แต่ปัจจุบันพัทยาไม่ได้มีดีแค่ชายหาดสวยงามเท่านั้น เมื่อรอบเมืองพัทยาต่างเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์หลากหลายสไตล์ให้เลือกรับชม และนี่คือ 3 พิพิธภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวผู้รักการถ่ายภาพไม่ควรพลาดเป็นอันขาด

1. Art in Paradise

                Art in Paradise ตั้งอยู่บริเวณพัทยาเหนือ บนถนนพัทยาสาย 2 ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติแห่งแรกของไทยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ 5,800 ตารางเมตร อัดแน่นไปด้วยผลงานมากกว่า 140 ภาพให้นักท่องเที่ยวเลือกถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนาน ซึ่งแบ่งออกเป็นหลากหลายโซน ไม่ว่าจะเป็นภาพลวงตา, โลกใต้ทะเล, ป่าซาฟารี, ศิลปะคลาสสิค, สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา, ประเพณีไทย, ยุคอียิปต์ และยุคไดโนเสาร์ โดยแต่ละภาพจะมีคำแนะนำตำแหน่งการยืนให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อการถ่ายภาพให้ออกมาสมจริง โดยเปิดบริการนักท่องเที่ยวทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 22.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก (ส่วนสูงไม่เกิน 130 ซม.) 100 บาท ส่วนเด็กความสูงต่ำกว่า 100 ซม. เข้าฟรี

2. Teddy Bear Museum

                Teddy Bear Museum ตั้งอยู่ระหว่างพัทยาเหนือและพัทยากลาง ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมีแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมและเก็บภาพคู่กับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์มากกว่า 2,000 ตัวอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีกระจกกั้นเหมือนอย่างพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตาหมีแห่งอื่นทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสและกอดตุ๊กตาหมีได้ทุกตัว ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้มีการจัดตุ๊กตาหมีไว้หลายโซน ทั้งโซนอินคา, โซนไดโนเสาร์, โซนฟอสซิล, โซนซาฟารี, โซนใต้ท้องทะเล, โซนคริสต์มาส, โซนอวกาศ, โซนเทพนิยาย, โซนจีน, โซนยุโรป, โซนสนุกสนาน และโซนศิลปะ นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาหมีหลากหลายแบบอีกด้วย ที่นี่เปิดบริการนักท่องเที่ยวทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 22.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 250 บาท เด็ก (ส่วนสูงไม่เกิน 130 ซม.) 150 บาท ส่วนเด็กความสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าฟรี

3. Louis Tusaud’s Waxworks

                Louis Tusaud’s Waxworks หรือ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซด์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้ารอยัลการ์เด้น บริเวณพัทยาใต้ ภายในเป็นศูนย์รวมหุ่นขี้ผึ้งบุคคลที่มีชื่อเสียงทั่วโลกถึง 68 ตัว ซึ่งปั้นได้เหมือนบุคคลจริงทั้งรูปร่างและขนาด นอกจากนั้นยังตกแต่งบรรยากาศด้วยไฟ แสง สี และกลิ่นให้เสมือนได้ใกล้ชิดกับคนดังจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง, ศิลปินนักร้อง, นักการเมือง และนักกีฬาที่เป็นระดับสตาร์ที่ VWIN การันตีว่าดังจริง รวมไปถึงตัวละครจากภาพยนตร์ดัง โดยนักท่องเที่ยวสามารถกระทบไหล่คนดังชาวไทยได้ถึง 9 คน ได้แก่ ทาทา ยัง, ลูกเกด เมทินี, ภราดร ศรีชาพันธุ์, เขาทราย แกแล็กซี่, แอน ทองประสม, เคน ธีรเดช, แอ๊ด คาราบาว และจา พนม ทางพิพิธภัณฑ์เปิดบริการนักท่องเที่ยวทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 – 23.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 600 บาท เด็ก 300 บาท

หากมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวพัทยาครั้งหน้า อย่าลืมแวะถ่ายภาพที่พิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่งข้างต้นอวดเพื่อน ๆ ชาวเน็ต รับรองว่ายอดกดไลค์และคอมเมนต์ถล่มทลายแน่นอน