สังขละ เมืองสามหมอก มนต์เสน่ห์แห่งผืนน้ำ

ภูเขา แม่น้ำ สะพานไม้ และสายใยแห่งวัฒนธรรรม ล้วนถูกผูกโยงและหลอมรวมเป็นหนึ่งอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งก็ไม่ต่างจากความหมายของคำว่าสังขละ โดยมีความหมายว่า การผสมผสานของคนหลายชาติพันธุ์ในภาษาพม่า (สังเคลียะ) ผู้คนที่นี่แม้จะแตกต่างด้วยเชื้อชาติหรือเขตประเทศกั้น แต่ด้วยพื้นฐานแห่งความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงได้เกิดการร่วมมือร่วมใจสร้างสะพานเพื่อเชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำซองกาเลีย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดอยู่ทางฝั่งเมียนมาร์ โดยเป็นความประสงค์ของหลวงพ่ออุตตมะ สะพาญมอญแห่งนี้จึงมีอีกชื่อว่า สะพานอุตตมานุสรณ์

ความหมายของสามหมอกของเมืองสังขละบุรี

หมอกในความหมายทั่วไป หมายถึงไอน้ำที่รวมตัวกัน แต่สายหมอกสำหรับที่นี่นั้นมีความหมายที่สวยงามไปกว่านั้น โดยสายหมอกของที่ หมายถึง สายใยแห่งวัฒนธรรมหรือมีความหมายถึงเชื้อชาติของผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ โดยหลัก ๆ แล้วก็จะเป็นคนไทย มอญ กะเหรี่ยง ลาว และเมียนมาร์ ผู้คนแต่ละเชื้อชาติต่างก็มีการแต่งตัว อาหารพื้นบ้าน และภาษาที่แตกต่างกัน แต่กลับผสมผสานหลอมรวมกันได้อย่างงดงามราวกับไอของสายหมอกยามเช้าตรู่ เป็นสายหมอกที่มีแม่น้ำซองกาเลีย เปรียบเป็นเส้นเลือดใหญ่คอยสูบฉีดให้ลมหายใจกับผู้คนมาอย่างยาวนาน

วิธีสัมผัสชีวิตแนบชิด สามหมอกอย่างครบถ้วนภายใน 1 วัน

เริ่มต้นด้วยการตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่และเดินทางมาให้ถึงสะพานมอญตอนประมาณ 6 โมงเช้า เพราะผู้คนต่างมีนัดเพื่อตักบาตร ในพิธีตักบาตรมอญ ซึ่งเป็นพิธีที่อยู่คู่กับสะพานแห่งนี้มาอย่างยาวนาน พระหลายสิบรูปจะเดินรับบาตรจากผู้คนแต่เช้าตรู่ โดยมีชาวบ้านที่แต่งตัวพื้นเมือง ปะแก้มด้วยสมุนไพรชื่อทานาคา บ้างยืน บ้างนั่งเรียงแถวรอตักบาตร ไม่ใช่เพียงแต่ชาวบ้านที่นี่เท่านั้นที่สามารถตักบาตรได้ เพราะตลอดแนวถนนจะมีชุดตักบาตรขายสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากทำบุญที่สำคัญมีชุดพื้นบ้านของชาวมอญให้ใส่ถ่ายรูปสวย ๆ อีกต่างหาก หลังจากตักบาตรเสร็จก็ถึงเวลาชื่นชมความงามของสะพานไม้ตรงหน้า โดยเราจะได้รับการต้อนรับจากมัคคุเทศก์ตัวน้อยที่จะเริ่มจากการแนะนำตัวและพาเราเดินชมสะพานไม้พร้อมเล่าประวัติของสะพานเก่าแก่แห่งนี้ตลอดทาง โดยมัคคุเทศก์หรือไกด์น้อยเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่หากเป็นเด็กน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้บ้างเป็นคนกะเหรี่ยง บ้างเป็นมอญ ส่วนมากเด็ก ๆ เหล่านี้จะตั้งใจมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อหวังได้สินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากชาวบ้านเพื่อนำไปช่วยแบ่งเบาภาระผู้เป็นพ่อและแม่

หลักจากที่ชื่นชมทัศนียภาพบนดินกันไปแล้วต่อไปที่ขาดไม่ได้ก็คือ ล่องเรือชมความงามผ่านสายน้ำในระยะประชิด โดยเรือลำน้อยของชาวบ้านจะพาเราไปเทียบยังที่แรกก็คือ วัดใต้น้ำ เมืองบาดาล เดิมคือวัดวังก์วิเวการาม หากมาในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน น้ำจะลดลงต่ำจนสามารถเดินลงมาชมวัดได้ แต่หากมาช่วงหน้าฝนน้ำก็จะสูงจนอาจเห็นเพียงยอดหอระฆังเท่านั้น จุดที่สองคือวัดสมเด็จ (วัดไทย) วัดนี้ต้องเดินขึ้นเนินไปและสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำซองกาเลียได้ด้วย ต่อมาจุดที่สามคือ วัดศรีสุวรรณ (วัดชาวกะเหรี่ยง) เป็นบริเวณที่น้ำจะท่วมตลอดปีจึงไม่สามารถเดินลงไปชมได้              

การล่องเรือนั้นใช้เวลาไม่นานประมาณ 40 – 50 นาทีก็จะเที่ยวชมสองฟากแม่น้ำอย่างครบถ้วน หากใครมีเวลาอยากจะเที่ยวบนฝั่งต่อก็มีสถานที่อีกมากมาย เช่น วัดวังก์วิเวการาม ที่สร้างขึ้นมาใหม่หรือจะไปไหวเจดีย์พุทธคยาจำลอง โดยจำลองจากเจดีย์พุทธคยาเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย และที่พลาดไม่ได้คือ ถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย มีทั้งอาหารไทย กะเหรี่ยง มอญ ให้เลือกซื้อหลังจากท่องเที่ยวตลอดทั้งวัน

ความเชื่องช้าของเวลาที่คล้ายกับว่าเข็มนาฬิกาขยับพร้อมสายหมอก เสียงเครื่องยนต์เรือที่คอยสตาร์ทเป็นระยะให้สัญญาณว่าชาวบ้านแถวนี้จะได้ค่าจ้างจากนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นค่าเช่าแพ เช่าเรือทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนผ่านสายน้ำ กลิ่นไอแห่งสามเชื้อชาติคละคลุ้ง ผสมผสานจนเกิดเป็นมนต์ขลังบางอย่างลอยละล่อง งดงาม ลงตัวและมีเสน่ห์จนอยากให้ทุกคนมาสัมผัสเมืองสังขละแห่งนี้สักครั้ง

หมู่เกาะสุรินทร์ สวรรค์นักดำน้ำตื้นในดินแดนตอนใต้

หากพูดถึงสถานที่ที่เงียบสงบ กว้างใหญ่ มองแล้วสบายทั้งตา สบายใจ หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะนึกถึง สถานที่ที่เป็นแม่น้ำ เขื่อน ลำธาร น้ำตก และทะเล ซึ่งในประเทศไทยเราก็มีที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำสวยงามมากมาย ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาตใต้ รวมถึงตะวันออกและตะวันตก ทุกที่ล้วนสวยและมีเอกลักษณ์ แต่หากจะลองให้ตัวเองได้สัมผัสความงามแห่งท้องน้ำที่ต่างออกไปอีกสักหน่อย การเดินทางด่ำดิ่งลงไปยังท้องทะเลก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวสไตล์สายน้ำไม่น้อย

หมู่เกาะสุรินทร์ แม้ห่างไกลแต่คงไว้ซึ่งความสมบูรณ์

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในโลก แต่อีกความสวยงามหนึ่งที่ชาวต่างชาติไม่น้อยต่างพากันข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อยลความงดงาม คือการมาชื่นชมสิ่งที่อยู่ลึกลงไปภายใต้หาดสีฟ้า ซึ่งสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำของบ้านเราคือ หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เป็นหมู่เกาะที่ทอดตัวอยู่บนผืนทะเลอันดามัน ติดกับชายแดนประเทศเมียนมาร์ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่สุดขอบสยามอีกสถานที่หนึ่ง นอกจากสุดขอบสยามแล้วยังได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของคนรักการดำน้ำตื้นอีกด้วย ระหว่างการเดินทางจากบนฝั่งสีของผืนทะเลค่อย ๆ เปลี่ยน จากตรงท่าเรือที่มีลักษณะเป็นป่าชายเลนทำให้ผืนน้ำมีสีเขียวเข้ม ค่อย ๆ เห็นเป็นสีฟ้า จนกระทั่งครามเข้ม ก่อนกลับมาเป็นสีฟ้าอมเขียวอีกครั้ง ไม่นานสีครามตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีขาวของหาดทราย ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเรือปลายเท้าสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเม็ดทราย ถือเป็นความประทับใจตั้งแต่แรกพบเลยก็ว่าได้

โดยหมู่เกาะสุรินทร์มีขนาดเล็ก จึงไม่มีทางสำหรับรถสัญจร จะมีก็เพียงแต่ทางเล็ก ๆ สำหรับเดินไปมาเท่านั้น ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทัวร์ได้รอบเกาะ ดังนั้นการอยู่บนเกาะจึงน่าจะไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ส่วนมากจะมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือ ดำดิ่งสู่ท้องทะเล จึงมักเห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินมากับตีนกบและชุดดำน้ำที่ดูทะมัดทะแมง ในครั้งแรกอาจแปลกใจในอุปกรณ์ที่ครบครันของทุกคน จนกระทั่งได้ลองทอดสายตาลงไปยังใต้ผืนน้ำของหมู่เกาะสุรินทร์แห่งนี้ ปะการังสีสันสวยงามบ้างสีม่วง สีฟ้า สีส้ม สีเขียวและอีกมากมาย บ้างหยุดนิ่งบ้างขยับสลับไปมาเหมือนผลัดกันทักทายแขกไม่คุ้นหน้า ปลาตัวน้อย ตัวใหญ่ว่ายเข้ามาใกล้อย่างไม่กลัวคน เม่นทะเล ดาวทะเล และปะการังมากมายที่ไม่รู้จักชื่อ หลังจากได้ชมปะการังแห่งนี้ในวินาทีแรก ก็ไม่อยากโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเลย

เคล็ดไม่ลับเที่ยวให้ครบ

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หมู่เกาะสุรินทร์ยังคงมีแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ ก็คือ การเดินทางมายาก เนื่องจากจังหวัดพังงาไม่มีสนามบิน ดังนั้นการเดินทางมาจึงต้องมาลงที่สนามบินอื่น ได้แก่ สนามบินภูเก็ตและสนามบินหาดใหญ่ แล้วค่อยต่อรถมายังจังหวัดพังงา เพื่อมายังท่าเทียบเรือคุระบุรี ดังนั้นวิธีเดินทางที่สะดวกสุดจึงเป็น ขึ้นรถที่ขนส่งหมอชิตและมาถึงท่ารถคุระบุรีตอนเช้าตรู่ ตัวหมู่เกาะสุรินทร์ ประกอบ ด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะรี เกาะไข่ และเกาะปาจุมบา หากทัวร์แบบ 1 Day Trip อาจจะไม่พอ แนะนำให้ค้างที่เกาะอย่างน้อย 2 คืน ที่สำคัญบริเวณเกาะไข่มักมีฉลามใจดีแวะเวียนมาให้ยลโฉม บางคนเจอตัวใหญ่ บางคนเจอตัวเล็ก แต่เจออย่างแน่นอน หลังจากดำน้ำจนทั่วทั้ง 5 เกาะแล้ว ไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การนั่งเรือมาทักทายชาวมอแกน พร้อมซื้อของฝากฝีมือชาวมอแกนติดไม้ติดติดมือไปด้วย เพราะชาวมอแกนจะนำของฝาก เช่น สร้อยข้อมือ พวงกุญแจ มาวางขาย ถือเป็นอีกอาชีพที่ชาวมอแกนสามารถทำได้ นอกเหนือจากประมงและรับจ้าง

การเดินทางมายังหมู่เกาะสุรินทร์อาจดูไม่สะดวกสบาย แต่นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่หมู่เกาะแห่งนี้ยังคงความสวยงามทั้งชายฝั่งและแนวปะการัง ทุกคนที่มาเที่ยวยังหมู่เกาะอันห่างไกลนี้ แม้หลายคนจะอยู่ในสภาพเปียกปอนแต่บนใบหน้าของพวกเขาต่างเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทุกคนถึงมีแต่รอยยิ้ม คำตอบอยู่ที่แนวปะการังอันงดงาม และกำลังรอให้ทุกคนมาสัมผัส

มัณฑะเลย์ – พุกาม – ย่างกุ้ง ชมความงามแห่งศาสนสถานฉบับสายบุญ

นักเดินทางหลายต่อหลายคนคงมีโอกาสได้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ มากมาย ทั้งภูเขา น้ำตก แม่น้ำ หรือทะเล ล้วนต่างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วันนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งอยากนำเสนอ เป็นสถานที่เปรียบได้ว่าเป็นทะเล แต่ไม่ใช่ทะเลธรรมดา แต่เป็นทะเลแห่งศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระพุทธศาสนา ศรัทธาที่มากมายถึงขนาดหากย้อนกลับไปสมัยที่รุ่งเรือง ทั่วทั้งเมืองมีเจดีย์ที่ได้รับการสร้างขึ้นกว่าหลายพันองค์ จึงเป็นที่มาแห่งฉายา ทะเลแห่งเจดีย์

มัณฑะเลย์ พุกาม เมืองแห่งทะเลเจดีย์

หากพูดถึงพุกามบางครั้งอาจจะยังนึกภาพกันไม่ออกนัก แต่หากพูดถึงภาพของบอลลูนหลากสีลอยอยู่บนท้องฟ้า เหนือภูเขาสูงและยอดเจดีย์นับสิบ นับร้อย น่าจะเป็นภาพที่หลายท่านจดจำได้ ภาพเจดีย์มากมายนั้นแสดงถึงความเจริญ ร่ำรวย และความศรัทธาของผู้คนที่นี่ที่มีต่อพระพุทธศาสนา โดยทันทีที่มาถึงสิ่งแรกที่สัมผัสได้เลยความเชื่อที่หนักแน่นของผู้คนที่นี่ เนื่องจากเป็นเมืองที่มากมายไปด้วยสถานที่ที่แสดงถึงความมั่นคงและศรัทธาในพระพุทธศาสนา เผยความศรัทธาที่มั่นคงผ่านการสร้างสถานที่ทางศาสนาที่สวยงาม ตราตรึงผู้คนทั้งโลกมาอย่างยาวนานรวมถึงปัจจุบันก็ยังมีผู้คนแห่แหนมายังเมืองแห่งนี้              

เมืองพุกาม เรียกอีกชื่อคือ เมืองเจดีย์สี่พันองค์ ตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ วิธีการเดินทางท่องเที่ยวภายในพุกาม สามารถเช่ามอเตอร์ไซค์ สองแถว แท็กซี่ หรือที่แนะนำเลยคือรถม้าพาทัวร์ แต่อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้ฝุ่นเท่าไหร่นัก เมื่อเลือกยานพาหนะได้เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือ ชมเมืองทั้งบนบกและลอยฟ้า ต้องบอกว่าหากอยากจะลอยล่องบนบอลลูนสวยงามต้องมาให้ถูกเดือนด้วย เพราะมีเฉพาะช่วงไฮซีซั่นหรือพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์เท่านั้น ที่จะมีโอกาสสัมผัสกับการชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนบอลลูน นอกจากการชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกบนบอลลูนแล้ว แลนมาร์คอื่นที่น่าสนใจคือ มัณฑะเลย์ ฮิลล์เป็นวัดบนภูเขา โดยเมื่อไปถึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ทั่วทั้งเมืองเลยทีเดียว และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ ความงดงามภายในสถานที่แห่งนี้ การประดับตกตบแต่งที่ต่างออกไปจากบ้านเรา ถือเป็นเสน่ห์ที่ไม่ควรพลาด สถานที่ต่อมาหลังจากที่ชื่นชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว คือสะพานไม้อูเบ็ง ซึ่งเป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก เรียกว่ายาวสุดตาเหมาะแก่การล่องเรือและเก็บภาพชมพระอาทิตย์ตกดินอย่างมาก

เมืองย่างกุ้งอดีตเมืองหลวงของเมียนมาร์

จริง ๆ แล้วเพียงเมืองพุกามก็สามารถสร้างความประทับใจไม่น้อย แต่หากเป็นสายบุญสายทานแล้ว ถือว่าการเดินทางยังไม่จบ เพราะต้องไปไหว้พระสำคัญต่อที่เมืองย่างกุ้งก่อน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่ขึ้นชื่อของย่างกุ้งที่ถ้าไม่มาถือว่ามาไม่ถึง คือพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ตั้งตระหง่านสว่างอยู่บนเนินเขา เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาร์ สีของเจดีย์เป็นสีทองอร่าม ซึ่งตรงกับความหมายของชื่อเจดีย์ โดยชเวหมายถึงทองนั่นเอง

สถานที่ต่อมาที่ไม่อยากให้พลาดนั่นคือ วัดชเวตอเมียต โดยเป็นวัดที่ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินย่างกุ้งเพียง 10 นาทีเท่านั้น ความสวยงามของวัดแห่งนี้คือ สีของเจดีย์ที่เป็นสีทองเจิดจ้าตัดสลับกับสีขาว โดยเป็นสถาปัตยกรรมพุกามแปดเหลี่ยม แถมบนสุดของยอดดูทองที่ทำมาจากทองคำแท้ ด้านในมีพระธาตุที่ผู้คนนิยมมากราบสักการะขอพร บางครั้งอาจจะมีคนหนาตาหน่อยแต่นั่นก็แสดงถึงความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อศาสนา

หลังจากที่ได้ชื่นชมความงามของเจดีย์ สักการะพระธาตุแห่งเมียนมาร์และเยี่ยมชมวัฒนธรรมของผู้คนเมืองพุทธที่ต่างออกไป และบุญกุศลสิ่งจะได้กลับบ้านแล้ว สิ่งที่จะได้และคงอยู่เต็มหัวใจเลยก็คงจะหนีไม่พ้น ความทรงจำของผู้คน อาหารการกิน และศรัทธาในศาสนาที่หยั่งรากลึกจนยากจะสัมผัสได้จากที่ไหน

แตะเขตเหนือสุดสยาม ชมความงามวัดร่องขุ่น – ขุนน้ำนางนอน

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ครบจบในประเทศเดียว ทั้งธรรมชาติของป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ทะเลสีฟ้าครามที่สวยไม่แพ้ทะเลที่ไหน รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสถานสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และหากในการเดินทางเพียง 1 ครั้งจะทำให้ได้สัมผัสทั้งสถาปัตยกรรมและธรรมชาติที่สวยงาม คงจะสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

วัดร่องขุ่น สถาปัตยกรรมสีขาว แลนด์มาร์กเมืองเชียงราย

การเดินทางไปจังหวัดเชียงรายไปได้หลายวิธี เช่น นั่งรถทัวร์ไปลงยังขนส่งเชียงราย แต่ถ้าให้สะดวกหน่อยคงต้องเป็นการเดินทางโดยเครื่องบินเพราะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น สนามบินจากเมืองหลวงก็จะมาลงจอดยังสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ออกมาจากสนามบินไม่ไกลนักจะเห็นว่าสองข้างทางนั้นรายล้อมไปด้วยท้องทุ่งนาสีเขียว สวยงาม ขยับออกมาอีกหน่อยไม่ไกลมาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็จะถึงสถานที่เรียกได้ว่าเป็นหมุดหลักของนักท่องเที่ยวเลยก็คือ วัดร่องขุ่น ที่ได้รับการสรรค์สร้างโดยศิลปินแห่งชาติชื่อดัง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือสีขาว ซึ่งเปรียบแทนกับความบริสุทธิ์ของศาสนา พร้อมทั้งเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่วิจิตรงดงาม ประดับประดาตบแต่งอย่างประณีตจากปูนปั้นหลายลาย มีสระน้ำขนาดไม่ใหญ่ล้อมรอบตัวโบสถ์ สถาปัตยกรรมที่สวยงามและยากจะบรรยายนี้สวยงามขนาดที่ติดระดับโลก ควรค่าที่จะมาชมด้วยตาตัวเองอย่างมาก

วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน หลักฐานความร่วมมือร่วมใจของหลายประเทศ      

หลังจากที่ดื่มด่ำกับความวิจิตรของวัดร่องขุ่นแล้ว ในจังหวัดเชียงรายก็ยังมีวัดที่สวยงามอีกมากมาย เรียกได้ว่าขับรถไปเรื่อย ๆ แล้วทอดสายตาออกสู่สองข้างทาง จะพบกับวัดไทยที่ตั้งห่างกันไม่มากนัก หากใครอยากไหว้พระสัก 9 วัด เรียกได้ว่า ที่นี่เหมาะมาก แต่หากใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเขียวขจี มียอดภูเขาสูง วิวทิวทัศน์รังสรรค์โดยธรรมชาติ ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือได้ว่ากลายเป็นที่รู้จักภายในพริบตาเดียว นั่นคือวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน เป็นภูเขาขนาดใหญ่สลับซับซ้อน ซึ่งด้วยความสูงบ้าง ต่ำบ้างบวกกับจินตนาการของคนสมัยก่อน ทำให้มองคล้ายกับหญิงสาวกำลังนอนอยู่ จึงเป็นที่มาของชื่อ นางนอนนั่นเอง

ทันทีที่ไปถึงทางเข้าอุทยานจะมีตลาดเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านจะนำของที่หาได้มาขาย รวมถึงเสื้อผ้าให้เลือกซื้อ ด้านหน้าก่อนเข้าถ้ำ จะพบกับธงชาติของหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งทั่วโลกได้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือเยาวชนหมูป่าออกมาจนปลอดภัย ถัดไปภายในของถ้ำนางนอนจะมีอนุสาวรีย์ผู้กล้าและชูเกียรติแก่จ่าแซม วีรบุรุษถ้ำหลวง เพื่อไม่ให้ชื่อของผู้กล้าหายไปจากถ้ำนางนอนแห่งนี้ หลังจากมาชมความงามของวนอุทยานขุนน้ำนางนอนให้เห็นกับตาแล้ว ไม่ไกลกับอุทยานจะมีสถานที่เรียกว่า คอนโดไม้ไผ่ ซึ่งถือเป็นสถานที่ลับ ลักษณะเป็นโครงตึกที่สร้างจากไม้ไผ่ทั้งหมด สามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มบริเวณนั้นมาทานได้ หรือใกล้ ๆ กับคอนโดไม้ไผ่จะมีอาหารเหนือราคาไม่แพง พร้อมวิวทุ่งนาและวิวภูเขาเรียกได้ว่า วิวหลักล้านเลยทีเดียว

จังหวัดเชียงรายแม้จะเป็นเมืองรองที่หลายคนอาจยังไม่เคยเดินทางมา แต่ความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนี้เรียกได้ว่าไม่เป็นรองที่ไหนเลย ทั้งสถาปัตยกรรมและสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น การเดินทางก็ไม่ยาก ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส สถานที่ท่องเที่ยวก็มีมากมาย เมืองเหนือสุดแดนสยามนี้รอทุกคนเดินทางมาสัมผัสเสมอ

ภูเก็ต – เมืองเก่า เที่ยวรอบเกาะไม่ง้อทัวร์

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ถือว่าที่มีความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม สังเกตได้จากภาษา การใช้ชีวิต และการสร้างบ้านเมืองของผู้คนแต่ละภาค ก็จะค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น ภาคใต้จะมีเอกลักษณ์และมนต์ขลังเฉพาะที่ไม่เหมือนบ้านเมืองทางภาคเหนือ ภาษาของทางภาคใต้จะค่อนข้างพูดเร็ว ชัดและหนัก ทางภาคเหนือจะค่อนข้างพูดช้า เนิบและเสียงจะเบา สถาปัตยกรรมหลายที่ได้รับการผสมผสานจนเป็นแบบฉบับของตัวเอง ต่างมีความลึกลับ น่าค้นหา เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า ชิโนโปรตุกีส

สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส เมืองเก่า ภูเก็ต        

ชิโนโปรตุกีสเป็นการสร้างบ้านเรือน รวมถึงตึกต่าง ๆ ตามสไตล์ของผู้คนในสมัยนั้น โดยคำว่าชิโนแปลว่า จีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือ ประเทศโปรตุเกส เป็นสถานที่ที่บ้านเรือนมีความแตกต่างจากที่อื่น ดูเก่าแก่แต่โดดเด่น ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออก อันเกิดจากการหลอมรวมศิลปะทั้งจีนและโปรตุเกสเข้าไว้ด้วยกัน ความเก่าแก่ของที่นี่ต้องย้อนกลับไปเป็นร้อยปีเลยทีเดียว สมัยที่ภูเก็ตยังเป็นศูนย์รวมการค้า โครงสร้างบ้านเรือนที่ทาด้วยสีที่ต่างกัน ตัดกับสีของท้องฟ้า เวลาถ่ายรูปออกมาจะได้ภาพที่สวยงามมาก ทำให้นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมักไม่ยอมพลาดมาชมที่นี่ แม้ว่าตึกที่นี่จะมีอายุร่วมร้อยปี แต่ผู้คนก็ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประกอบอาชีพจริง ๆ

โดยระหว่างเดินชมจะมีทั้งร้านอาหารทั่วไป ร้านติ่มซำและร้านอาหารพื้นเมืองมากมาย และมีร้านหนึ่งที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด คือ ร้านหมี่ฮกเกี้ยน ถนนกลาง เป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อมาก เมนูแนะนำคือ บะหมี่ฮกเกี้ยน เป็นอาหารรสชาติที่ผสมทั้งใต้และจีน นอกจากนั้นยังมีร้านกาแฟที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ คือ มีหนังสือที่สามารถหยิบอ่านและชมวิวของเมืองเก่า ภายในร้านแทบเรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการเพราะจะมีทั้งภาพวาดศิลปะ และแกลเลอรี่ของศิลปินทั้งไทยและต่างชาติหมุนเวียนมาให้ได้ชม มาที่เดียวได้ทั้งเดินเที่ยวเมืองเก่าตบท้ายด้วยการจิบกาแฟชมงานศิลป์ที่สวยงาม

เที่ยวรอบภูเก็ตโดยไม่ต้องออกเกาะ       

หลายคนมักจะมาภูเก็ตเพื่อเป็นทางผ่านไปยังเกาะสวยงามขึ้นชื่อต่าง ๆ เช่น ไปหมู่เกาะสุรินทร์ ไปเกาะไม้ท่อน เกาะราชา แต่จริง ๆ แล้วใครจะรู้ว่าบนเกาะภูเก็ตเองนั้นมีทะเลใสและสวยไม่แพ้ที่อื่นเลย ในการท่องเที่ยวเก็บหาดต่าง ๆ ของเกาะภูเก็ตหากจะให้ครบเลย 1 วันอาจจะไม่พอ และแนะนำให้เช่ารถเพื่อความสะดวกในการจอดแวะ ขอเริ่มต้นจากชายหาดที่อยู่ห่างออกไปจากสนามบินเพียง 11 กิโลเมตร นั่นคือ หาดไม้ขาว หาดที่จัดได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กของภูเก็ตเลยเพราะในระหว่างที่กำลังเล่นน้ำบนชายหาดอยู่นั้น ก็จะมีเครื่องบินที่ค่อย ๆ บินแล่นผ่านหัวของเราไป ถือได้ว่าเป็นชายหาดที่สร้างความตื่นเต้นไม่น้อยแถมได้เก็บภาพคู่ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเครื่องบินอีกด้วย

และหาดที่อยู่ใกล้กับไม้ขาวที่สุดคือ หาดในยาง หาดแห่งนี้เป็นหาดส่วนตัวที่เงียบสงบ และเต็มไปด้วยต้นสนทำให้รู้สึกร่มรื่น ถัดจากหาดในยางลงมา คือ หาดในทอน ซึ่งเป็นหาดที่หาดทรายค่อนข้างละเอียด ส่วนมากนักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมานอนอาบแดดที่นี่ ขับลงมาอีกแต่ทางค่อนข้างซับซ้อนจะพบกับหาดชื่อหาดลายัน หาดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักทั้งที่ชายหาดก็สวยและน้ำทะเลก็ใสมาก จึงเหมาะสำหรับใครที่อยากมาพักผ่อนจริง ๆ และเมื่อขับรถไล่ลงมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับหาดอีกมากมาย ดังนี้ หาดบางเทา หาดสุรินทร์ หาดกมลา หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดกะตะน้อย หาดนุ้ย หาดในหาน หาดยะนุ้ย

และท้ายสุดปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดของเกาะภูเก็ต แหลมพรมเทพ ภาพที่จะเห็นคือพระอาทิตย์กำลังตกตัดกับเส้นขอบทะเล เป็นภาพที่สวยงามขนาดที่มักมีคู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพแต่งงานที่นี่ หากใครอยากจะเที่ยวรอบเกาะต่ออีกก็สามารถขับรถไปทางตอนเหนือของเกาะได้เพราะยังมีหาดอีกมากมาย

เกาะภูเก็ตเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในประเทศจึงมีจำนวนชายหาดเยอะมาก บางชายหาดแทบไม่เคยได้ยินชื่อจึงยังคงรักษาความสงบเอาไว้ได้ หากใครอยากสังสรรค์หรือสนุกกับสถานบันเทิงของภูเก็ต ป่าตองก็ถือว่าขึ้นชื่อมาก ดังนั้นเกาะภูเก็ตแห่งนี้เหมาะกับทั้งผู้ที่ต้องการความสงบและผู้ต้องการความสนุกอยู่ที่ไปตรงไหนของเกาะเท่านั้นเอง

เมืองระนอง เกาะพยามและชุมชนมอแกนที่แสนสงบ

หากใครก็ตามที่หลงรักความเงียบสงบ อยากจะไปหายใจรับออกซิเจนเน้น ๆ ให้เต็มปอด ฟังเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เคล้าเสียงนกน้อยประสานเสียงขับขาน อยู่เมืองไทยแต่เหมือนไปเมืองนอก ไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นเหมือนเมืองนอก แต่เพราะสถานที่แห่งนี้แทบหานักท่องเที่ยวชาวไทยไม่เจอ โดยมักจะเจอแต่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปที่ไล่ล่าหาความสงบ ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่าที่แห่งนี้เงียบสงบขนาดไหน

ระนอง แม้เป็นเมืองรองแต่อยากให้ลองมา

หลายคนพอนึกถึงจังหวัดระนอง อาจจะมองไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน แต่ในความจริง ในความเรียบง่ายของจังหวัดนี้เองที่สามารถสร้างความรู้สึกพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ โดยระนองเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่อันดามัน มีทั้งขนส่งทางบกและสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับการเดินทางภายในจังหวัด สามารถเช่ารถหรือที่พลาดไม่ได้เลย คือ การนั่งรถสองแถวไม้สีสดใส ซึ่งได้รับการอนุรักษ์เอาไว้จนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดไปโดยปริยาย

สัญลักษณ์ต่อมาที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัส คือ บ่อน้ำร้อน ทั้งบ่อน้ำร้อนพรรั้ง บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นบ่อน้ำแร่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยแร่ระนองนี้เป็นแร่คุณภาพดี ไร้กลิ่นกำมะถัน เรียกได้ว่าการมาแช่น้ำร้อนที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ทั้งความผ่อนคลายและดีต่อสุขภาพ

สถานที่ต่อมา คือ น้ำตกหงาวเป็นน้ำตกที่ตั้งเด่นหรา ท้าทายสายตานักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมา สายของน้ำตกลงมาจากยอดเขาสูง ในช่วงน้ำมาก ใครผ่านไปมาแถวนี้จะได้ยินเสียงของน้ำตกหงาวตกกระทบเบื้องล่างเหมือนเป็นพนักงานคอยทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนก็ว่าได้ อีกหนึ่งแลนด์มาก คือ ภูเขาหญ้า เขาหัวโล้น ที่จะมีสีเขียวยามหน้าฝน สีเหลืองเมื่อเข้าหน้าแล้ง แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็สามารถเดินขึ้นไปชมวิวทิศทัศน์ของเมืองโดยรอบได้ หากเช่ารถสองแถวไม้มาถ่ายรูปคู่ภูเขาหญ้าจะได้ภาพที่สวยมาก

เกาะพยาม นกเงือกและตะวันตกดิน ณ หมู่บ้านมอแกน

จากระนองสู่เกาะพยาม สามารถเดินทางโดยการนั่งรถสองแถวเข้าไปยังท่าเรือเกาะพยาม ตำบลปากน้ำ โดยมีเรือ 2 แบบให้เลือก คือ สปีดโบ๊ทและเรือใหญ่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้เห็นภาพแรก ภาพของผืนทะเลสีเขียมอมฟ้าและชายหาดสีขาวอมส้ม ต้นมะพร้าวเรียงราย หลังจากก้าวเท้าขึ้นมาบนเกาะสิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ ความเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงคลื่นซัดชัดเจน การเดินทางบนเกาะนิยมเช่ารถมอเตอร์ไซค์เนื่องจากถนนค่อนข้างเล็กและเป็นทางคดเคี้ยว สองข้างถนนจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่สีเขียว ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมหลายคนตั้งใจมาที่นี่เพื่อหวังชมนก โดยนกที่เป็นตัวแทนของความสงบและอุดมสมบูรณ์คงหนีไม่พ้น นกเงือก ที่นี่จะเป็นนกเงือกขนาดเล็ก เรียกว่านกแก๊ก เจ้านกชนิดนี้ชอบบินมาเกาะตรงต้นไม้แล้วหยุดเหมือนจ้องมองนักท่องเที่ยว ยิ่งตอนเช้าจะพบบ่อยบริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งอ่าวที่ว่านี้ เป็นอ่าวที่มีหาดทรายสีขาวนวลละเอียดโค้งตีวงกว้างสุดลูกหูลูกตายาวถึง 2 กิโลเมตร รอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส ไม่ค่อยมีร้านอาหาร หรือผู้คนเท่าใดนัก หากมาจังหวะดีก็มีโอกาสได้ครองหาดแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว

นอกจากอ่าวเขาควาย ก็มีหาดสวย ๆ อีกมาก เช่น อ่าวกวางปีบ อ่าวไม้ไผ่ อ่าวหินขาวอ่าวมุก เป็นต้น นอกจากชายหาดแล้วบนเกาะยังมีทั้งป่าไม้ทั้งป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ อีกหนึ่งสถานที่ต้องมาให้ได้ คือ หมู่บ้านของชาวทะเลแท้ ที่ยังรักษาวิถีของตนอย่างสมบูรณ์ การเดินทางมาที่นี่ต้องขี่รถลัดเลาะผืนป่าชายเลนออกมาไกลพอสมควร ก่อนจะมาเจอกับหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ลำพัง ผู้คนยังคงรักษาภาษาและวิถีความเป็นมอแกนดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ก่อนกลับอยากให้แวะเก็บภาพบ้านไม้หลังเล็กที่ยกตัวสูงจากผืนทรายของชาวมอแกนที่ริมชายหาด ณ ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนลับขอบฟ้า

แม้การเดินทางมายังเกาะพยายามจะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ระหว่างเส้นทางเหล่านั้น ก็มากมายไปด้วยมิตรภาพและความทรงจำไม่น้อย ที่สำคัญความเงียบสงบและไร้การปรุงแต่งนี้เองคือเสน่ห์มหาศาลที่เราจะได้รับจากทั้งเมืองระนองและเกาะพยาม

โฮจิมินห์ ดาลัด มุ่ยเน่ จากเมืองดอกไม้สู่ทะเลทราย

จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยแวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอยู่มาก ทว่ายังมีสถานที่บางสถานที่ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในภูมิประเทศบ้านเรา ทำให้หากจะชื่นชมสถานที่เหล่านั้นนักท่องเที่ยวจะต้องสรรหาวิธี ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อจะไปถึงจุดหมายในดวงใจ ทะเลทรายก็คือเป็นสถานที่หนึ่งที่ไม่มีให้เห็นในบ้านเรา ต้องเดินทางออกนอกประเทศจึงจะได้ชมกัน นอกจากนั้นภาพจำของทะเลทรายทั่วไปที่พบเห็นตามสื่อต่าง ๆ นั้นดูแล้วแสนจะร้อน แห้งแล้งและคงอยู่ไกลจากบ้านเรามากโข

แวะโฮจิมินห์ก่อนไปวิ่งเล่นทะเลทราย

ในความเป็นจริงภาพการไปวิ่งเล่นที่ทะเลทรายไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อมเลยแม้แต่น้อย เพราะทะเลทรายที่ใกล้บ้านเราที่สุด อยู่แค่ประเทศเวียดนามนี้เอง การไปเวียดนามก็แสนสะดวกเพราะมีเครื่องบินจากบ้านเราบินตรงไปยังหลายเมืองของเวียดนาม หากอยากไปดื่มด่ำกับสายหมอกที่ซาปา เวียดนามเหนือ ก็เลือกลงที่สนามบินฮานอยและค่อยต่อรถเข้าไป แต่หากอยากลงมาทางใต้เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศการขี่ ATV บนเนินทะเลทราย ให้เลือกลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ตหรือเรียกสั้น ๆ ว่าสนามบินโฮจิมินต์ซิตี้

พอถึงนครโฮจิมินห์ก็สามารถเข้าเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสต์ต่าง ๆ เช่น ศาลากลางโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นตึกสีเหลืองครีม สร้างสไตล์ฝรั่งเศส หรืออาคารไปรษณีย์กลางจุดนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเป็นอย่างมาก ตัวอาคารสีเหลืองตัดกับบานหน้าต่างสีเขียวเข้ม สวยงามและเก่าแก่ มีอายุกว่าร้อยปีเลยทีเดียว

ต่อมาที่ไม่อยากให้พลาดคือ โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ สร้างตามแบบสไตล์ฝรั่งเศส ด้านหน้าจะมีรูปปั้นพระแม่มารีที่สร้างจากหินอ่อนสวยงามและยังเป็นโบสถ์ที่ยังมีการประกอบพิธีทางศาสนาอยู่แม้จะมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว สถานที่ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในนครโฮจิมินห์ล้วนอิงศิลปะฝรั่งเศส ทำให้การมาที่นี่เหมือนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของฝรั่งเศสซ่อนอยู่ เป็นการผสมกลืนเข้ากันระหว่างมนต์ขลังของเวียดนามและความโรแมนติกของฝรั่งเศสอย่างกลมกลืน

ดาลัดเมืองดอกไม้และมุ่ยเน่เมืองแห่งทะเลทราย

จากการชื่นชมโบสถ์ วิหาร และอาคารเก่าของของโฮจิมินห์ มาต่อกันที่เมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเมืองแห่งดอกไม้ เหตุที่เรียกเช่นนั้นเพราะ ที่นี่มีทุ่งดอกไม้ที่สวยโดดเด่นมาก เช่น ทุ่งไฮเดรนเยีย ทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไฮเดรนเยียแสนสวยสีฟ้า เหลือง ขาว บานชูช่อรอให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสตลอดทั้งปี

สถานที่ต่อมาเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีชมพู เหมาะกับสาว ๆ สายหวานอย่างมาก นั่นคือ ทุ่งหญ้าสีชมพู ซึ่งจะมีเฉพาะในหน้าหนาวเท่านั้น เหมาะกับการมาเก็บภาพเป็นอย่างยิ่ง เมืองแห่งดอกไม้นี้ในความเป็นจริงสามารถเรียกได้เรียกว่าเมืองแห่งดอกไม้บนภูเขาก็ได้ เพราะนอกจากดอกไม้ที่สวยงามแล้วนั้น เมืองดาลัดนี้ยังตั้งอยู่บนภูเขาสีเขียว ทะเลสาบสวย แถมอากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปีให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ยุโรปเลยทีเดียว ดังนั้นหากจะมาที่นี่อย่าลืมพกอุปกรณ์สำหรับกันหนาวมาด้วย

ต่อจากดาลัดถึงเวลาไปทักทายทะเลทรายของจริงกับตาตัวเอง วิธีเดินทางคือนั่งรถบัสแบบนอนตอนกลางคืนจากดาลัดจะได้ถึงมุ่ยเน่ตอนเช้าพอดี เมื่อถึงเมืองทะเลทราย ก็ต้องเลือกว่าจะไปทะเลทรายแห่งไหนก่อน เพราะทะเลทรายที่มุ่ยเน่มีหลายแห่ง โดยที่ใหญ่ที่สุดเป็นทะเลทรายสีขาว จึงเรียกว่า ทะเลทรายขาว อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ไม่ไกลกับทะเลสาบ นับว่าเป็นวิวสวรรค์สร้างก็ว่าได้ วิธีการเดินทางขึ้นมายังทะเลทรายแบบสะดวกที่สุดคือการซื้อทัวร์แบบ 1 วัน โดยคนขับจะพาเรานั่งรถจี๊ปมาเลย จากนั้นก็ให้เราเดินเล่นตามอัธยาศัย บางคนชื่นชอบกิจกรรมผจญภัยหน่อยก็เช่า ATV ขับขึ้นไปบนเนินทะเลทรายหรือขี่นกกระจอกเทศไปยังได้ บางคนสะดวกเดินก็ได้แต่ลมแรงมาก ฝุ่นตลบเลยทีเดียว

นอกจากทะเลทรายขาวแล้วคนขับก็จะพาไปสถานที่ต่อไปคือทะเลทรายแดง อยู่ไม่ไกลกันนัก เม็ดทรายของที่นี่ละเอียดราวกับเม็ดแป้ง ก่อนจะพาเรากลับไปส่งที่เดิม พร้อมภาพสุดท้ายของวันคือ พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง ทกคนต่างได้รับความทรงจำดี ๆ และในขณะเดียวกันก็ฝากรอยเท้าเอาไว้ เพื่อบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งของชีวิต เราต่างได้เดินทางไปยังที่แห่งนั้น ก่อนจะตามหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อให้หัวใจได้ออกเดินทางอีกครั้ง

เตเนริเฟ เกาะภูเขาไฟแห่งหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน

แม้นักท่องเที่ยวมากมายพยายามจะเดินทางเพื่อสำรวจโลกใบนี้มากขนาดไหน ก็คงไม่มีใครสำรวจโลกใบนี้ได้หมดทั้งใบ มีอีกหลากหลายสถานที่ที่กำลังเฝ้ารอให้ผู้คนออกตามหา ทั้งสถานที่ที่อยู่ไกล อยู่ใกล้ อยู่สูง อยู่ลึก ล้วนกำลังรอนักเดินทางทุกท่านอยู่

เตเนริเฟ พี่ใหญ่แห่งหมู่เกาะคานารี สเปน

เตเนริเฟ หนึ่งในเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะคานารี ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่รอทุกท่านมาเห็นด้วยตาของตัวเอง โดยเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสเปน แต่ตัวเกาะก็ตั้งอยู่ค่อนไปทางแอฟริกา ทำให้ห่างจากสเปนพอสมควร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้ทั้งทางเรือและเครื่องบิน โดยบนเกาะมีสนามบิน 2 แห่ง คือ สนามบินเตเนริเฟเหนือและเตเนริเฟใต้ เกาะแห่งนี้แม้จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่พอมาถึงกลับพบว่าที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา นักท่องเที่ยวส่วนมากมาเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ โดยที่นี่มีชายหาดหลากหลายสี ทั้งขาว ส้มทอง จนกระทั่งสีดำสนิท

แต่ไฮไลท์ที่สำคัญและพลาดไม่ได้เลยคือ การมาสัมผัสกับภูเขาไฟเดเตย์ (Mount Teide) ที่ยังมีลมหายใจ โดยเพิ่งปะทุล่าวสุดเมื่อปีค.ศ.1909 และเป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปด้านบนของภูเขาไฟด้วยการขึ้นกระเช้า สามารถขึ้นไปเกือบถึงบริเวณปล่องภูเขาไฟเลย พอไปถึงด้านบนอุณหภูมิจะค่อนข้างต่ำ อากาศจะหนาวมาก แม้ว่าอุปสรรคจะค่อนเข้างเยอะ แต่พอได้มองลงมายังด้านล่างจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก สวยจนต้องถามตัวเองว่า ธรรมชาติสร้างสิ่งที่สวยงามขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ภาพของหมู่ก้อนเมฆสีขาวลอยอยู่เบื้องล่างคล้ายเป็นทะเลเมฆ (Sea of clouds) ที่คล้ายเรากำลังยืนอยู่บนสวรรค์ก็ไม่ปาน

หากใครยังไม่พอใจสามารถท้าทายตัวเองด้วยการพิชิตจุดสูงสุดของยอดเขาต่อได้เพียงเดินฝ่าดินหนืด แต่ต้องไต่ตามเส้นเชือกที่ทางอุทยานเตรียมไว้เพราะค่อนข้างอันตรายพอควร นอกจากภูเขาไฟแล้วยังสามารถไปชมทุ่งหญ้าและดอกไม้ที่สวยงามด้วย มีทั้งสีแดง ชมพู ขาว แถมแถวนี้ยังมีสัตว์หลายชนิดให้ชมอีกด้วย

สถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาเตเนริเฟ

นอกจากภูเขาไฟขึ้นชื่อแล้ว เกาะแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ Loro Park สวนสัตว์ที่ดีที่สุดในยุโรป เป็นสวนสัตว์ที่มีสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำรวมอยู่ในสวนสัตว์แห่งเดียว ซึ่งภายในมีทั้งสิงโตทะเล เพนกวิน แอนตาร์กติก เต่า จระเข้ โลมา หรือแม้กระทั่งวาฬเพชฌฆาตที่ตัวสีดำ ขาว ที่นี่มีถึง 6 ตัว และยังสามารถเข้าชมการแสดงของฝูงสัตว์น้ำ ทั้งการแสดงโชว์อันพร้อมเพรียงของฝูงโลมา โชว์ความแสนรู้ของสิงโตทะเล หรือแม้แต่ความน่ารักเป็นมิตรของวาฬเพฌฆาต ภาพวาฬเพชฌฆาตเล่นสนุกกับคนถือเป็นภาพที่หาดูไม่ง่ายเลย สถานที่ถัดมา คือ อุทยาน Anaga Rural Park ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราสามมารถชมวิวความงามของธรรมชาติทางฝั่งตะวันออกของเกาะได้ หรือจะชมวัฒนธรรมของเมืองก็สวยไม่น้อย

ภาพของต้นไม้สูง ทะเลสีเข้มกว่าบ้านเรา มีทิวทัศน์ของภูเขาไฟและภูเขาสูงสีเขียว ชายหาดหลากสีรวมถึงวัฒนธรรมของเกาะแห่งนี้ ล้วนดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม หากใครอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างแต่เข้มข้นไปด้วยความงามของธรรมชาติ เกาะเตเนริเฟ ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

ตามรอยซีรี่ย์และการ์ตูนดังไปยังเกาะมอลต้า มนต์เสน่ห์ยุโรปใต้

ใครจะคาดคิดว่าเพียงเพื่อการสร้างภาพยนตร์สักเรื่อง จะต้องเนรมิตฉากที่แสนตระการตาและยิ่งใหญ่ หลายฉากที่สร้างขึ้นมา และถูกรื้อถอนออกไปไป แต่ก็มีบางฉากที่นอกจากจะยังคงอยู่แล้วยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมได้ด้วย

ณ มอลต้า มนต์เสน่ห์ยุโรปใต้

หลายคนคุ้นหูชื่อประเทศมอลต้าจากภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่ลงทุนบินลัดฟ้าไปถ่ายทำยังประเทศเล็ก ๆ ในทวีปยุโรป มอลต้าหรือสาธารณรัฐมอลต้าอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอยู่ทางใต้ของประเทศอิตาลี เป็นเกาะขนาดเล็ก ซึ่งเล็กกว่าสิงคโปร์เสียอีก แต่ความสวยไม่เล็กเพราะความสวยงามของเมืองนี้ก็ระดับเป็นโลเคชันถ่ายทำซี่รี่ย์ดังอย่าง Game of thrones เลยทีเดียว

โดยมอลต้ามีเกาะทั้งหมด 3 เกาะด้วยกัน คือ เกาะมอลต้า (Malta island) เกาะโกโซ (Gozo island) และเกาะโคมิโน (Comino island) โดยมีวัลเลตตา (Valletta) เป็นเมืองหลวง ในอดีตมีการสู้รบกันทำให้ในอดีตมีการสร้างกำแพงสูงใหญ่และยังหลงเหลือร่องรอยอารยธรรมมาถึงปัจจุบัน ภาพที่ตาสองข้างเห็นคือเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณ ดูเก่าแก่ ส่วนภาพที่ใจเห็นคือ เหมือนเรากำลังย้อนเวลาไปชมเมืองสมัยศตวรรษที่ 16 เพราะสถาปัตยกรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน

สถานที่ต่อมาคือ สถานที่ที่หลายคนคุ้นตาจากเรื่อง Game of thrones ซึ่งก็คือเชิงหินที่ตรงกลางทะลุเกือบจะเป็นช่องสี่เหลี่ยม จึงคล้ายกับหน้าต่างบานโตที่ตั้งอยู่ริมทะเลสีน้ำเงินเข้ม โดยเชิงหินนี้ เรียกว่า หน้าต่าง Azure บนเกาะโกโซ ใครมามอลต้าก็จะไม่พลาดมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก แต่น่าเสียดายตอนนี้เชิงหินได้พังลงมา แต่ความสวยงามของประเทศแห่งนี้ไม่ได้มีเท่านี้ สามารถเยี่ยมชมสถานที่อื่น ๆ และทำกิจกรรมต่าง ๆ บนเกาะนี้ได้ เช่น การล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ของเกาะ การดำน้ำชมปะการัง เนื่องจากภายใต้ผืนน้ำนี้ยังคงมีรอยแผลแห่งการรบที่จมดิ่งอยู่ใต้ทะเล ผู้คนจึงนิยมดำน้ำลงไปบันทึกประวัติศาสตร์ให้เห็นกับตาตัวเอง กิจกรรมต่อมาคือ แวะขี่ม้าที่ อ่าวโกลเด้น (Golden bay) โดยนักท่องเที่ยวผู้โรแมนติกนิยมขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ถือเป็นการจบวันได้อย่างสวยงาม

แหวกม่านหมู่บ้านป๊อบอาย (Popeyes Village) จากฉากหนังสู่สถานที่ท่องเที่ยว

หมู่บ้านป๊อบอายแห่งมอลต้า ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฉากหลังของการ์ตูนดังที่ทั่วโลกต่างรู้จัก บ้านที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด 19 หลัง แต่ละหลังมีรูปร่างแสนน่ารัก สีสันสดใส เขียวบ้าง ครีมบ้างและสีอื่น ๆ สลับกันไปมาดูแฟนซี ภายในมีรูปปั้นของตัวละครเช่น พระเอกคือตัวป๊อบอายเอง และที่ขาดไม่ได้คือสาวสวยของป๊อบอาย ชื่อ โอลีฟ ตามด้วย ออยล์, บลูโต, สวีทพี และวิมปี ให้ทุกคนได้เก็บภาพกับเหล่าตัวการ์ตูนอมตะแบบแนบชิด และหากใครเป็นสาวกป๊อบอายแล้วล่ะก็ หมู่บ้านแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย หากใครชอบดูแบบภาพยนตร์ด้านในก็มีให้ชม เรียกได้ว่าใครชื่นชอบป๊อบอายหลังจากได้มาที่นี่จะต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน

ใครเป็นสายตามรอยซี่รี่ย์ การ์ตูน หรือหนังเรื่องโปรด คงชื่นชอบหากได้ลองไปสัมผัสกับสถานที่จริงของสิ่งที่ตนชื่นชอบ และหากใครได้มาที่นี่จริง ๆ หรือชอบออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก จะพบว่าไม่ว่าจะที่ไหน ๆ ในโลก การเห็นด้วยตาตัวเองย่อมสวยกว่ามองผ่านภาพถ่ายเสมอ

เก็บตะวัน ณ อินเล (Inle) พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลชาวอินทา (Intha)

กว่า 1,000 กิโลเมตรโดยประมาณหากปักหมุดจากกรุงเทพมหานคร มุ่งสู่สถานที่แห่งหนึ่งอันแสนสงบ เดินทางหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงผ่านนกเหล็กจากประเทศไทยสู่เมืองอันสวยงามในประเทศเมียนมาร์ โดยจุดหมายปลายในครั้งนี้คือ ผืนน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชันตระหง่าน ซับซ้อนและสวยงามในรัฐฉาน และสัมผัสกับความงามของสายน้ำกว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา ที่มีชื่อว่า ทะเลสาบอินเล

เก็บตะวัน ณ อินเล

สายน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยิ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินด้วยแล้ว ยิ่งเป็นช่วงที่เพิ่มความสวยให้กับทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นมาอย่างมาก สีส้มคละสีทองสว่างของดวงอาทิตย์ที่ตัดกับสีครามของท้องฟ้ายามเย็น ที่ค่อย ๆ เคลื่อนจมลงสู่สีฟ้าครามของทะเลสาบ แถมยังรายล้อมด้วยยอดภูเขาสูงลิ่วที่ปกคลุมด้วยหมู่ต้นไม้สีเขียวขจี ภาพตรงหน้าที่งดงามขนาดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมากมาย ต่างหลงใหลและอยากจะมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางมาชมความงามของทะเลสาบอินเลแห่งนี้ คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่หากใครสะดวกมาฤดูอื่น ๆ ก็มาได้เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถมาชมได้ตลอดทั้งปี โดยผู้ที่จะพาเยี่ยมชมไม่ใช่ใครที่ไหน แต่จะเป็นเจ้าบ้านผู้อาศัย ณ ผืนน้ำแห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี ผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวอินทาที่มีความหมายว่า ลูกทะเล

สัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลชาวอินทา

กว่าร้อยปีที่ชาวอินทา อาศัยอยู่และพึ่งพาสายน้ำอินเลแห่งนี้ จนอาจเรียกได้ว่าทั้งพวกเขาและสายน้ำต่างหายใจไปพร้อม ๆ กัน นักท่องเที่ยวหลายคนมาที่นี่เพื่อชมความงามของทะเลสาบอินเล แต่ก็มีไม่น้อยที่มาเนื่องจากอยากสัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลที่ชื่ออินทา เนื่องจากการใช้ชีวิตเคียงคู่ไปกับสายน้ำที่ไม่มีคำว่าธรรมดาของชาวอินทาโด่งดังไปทั่วโลก เช่น ระหว่างที่เหมาเรือของชาวอินทา เพื่อชมความงามของทะเลสาบแห่งนี้ ชาวอินทาไม่ใช้ไม้พายในการพายเรือแต่พายโดยใช้ขาและเท้าของตัวเอง นอกจากขาและเท้าจะพายเรือได้แล้วยังใช้ในการบังคับทิศทางเรือได้ด้วย สร้างความประหลาดใจไม่น้อย หากมความงามของทะเลสาบจนอิ่มแล้ว เราสามารถบอกคนเรือเพื่อไปยังหมู่บ้านที่เปิดให้ชมการเรียนรู้วิธีการถักผ้า ทอผ้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของผู้คนที่นี่ และบ้านที่เราสามารถแวะเข้าไปชมได้นั้นก็เป็นบ้านจริง ๆ ของชาวบ้านใจดีที่ตั้งใจเปิดต้อนรับทุกคน

อีก 1 ภูมิปัญญาของชาวอินทาที่น่าทึ่งคือ การทำการเกษตรบนผืนน้ำ หรือลักษณะคือแปลงเกษตรที่ลอยอยู่บนน้ำ ภาพที่เห็นจะเป็นแปลงผักที่ลอยอยู่บนน้ำจริง ๆ โดยชาวบ้านจะใช้ไม้ไผ่ยึดไม่ให้ลอยไปไหนไกล พวกเขาเล่าว่าจะนำวัชพืชมาทำเป็นแพก่อน แล้วค่อยปลูกพืชผักสวนครัวต่าง ๆ และก็นำมาทำเป็นอาหารรวมถึงอาหารที่ทำให้เราทานด้วย ถือเป็นภูมิปัญญาที่เก่าแก่และสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ความเรียบง่ายของชาวอินคาและการปลอบโยนเราด้วยความเงียบสงบของสายน้ำ ถือเป็นการชาร์จพลังให้กับชีวิตไม่น้อย ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ที่มากไปด้วยผู้คน ถูกขจัดโดยสิ้น การเอาเท้าจุ่มน้ำเย็น ๆ นั่งมองผู้คนยืนพายเรือเพื่อสอดส่องแปลงผักลอยน้ำของตนน่าจะให้ให้ใครหลาย ๆ คนแอบมีรอยยิ้มและพลังในการกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้งอย่างแน่นอน