บล็อก

แตะเขตเหนือสุดสยาม ชมความงามวัดร่องขุ่น – ขุนน้ำนางนอน

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ครบจบในประเทศเดียว ทั้งธรรมชาติของป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ทะเลสีฟ้าครามที่สวยไม่แพ้ทะเลที่ไหน รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสถานสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และหากในการเดินทางเพียง 1 ครั้งจะทำให้ได้สัมผัสทั้งสถาปัตยกรรมและธรรมชาติที่สวยงาม คงจะสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

วัดร่องขุ่น สถาปัตยกรรมสีขาว แลนด์มาร์กเมืองเชียงราย

การเดินทางไปจังหวัดเชียงรายไปได้หลายวิธี เช่น นั่งรถทัวร์ไปลงยังขนส่งเชียงราย แต่ถ้าให้สะดวกหน่อยคงต้องเป็นการเดินทางโดยเครื่องบินเพราะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น สนามบินจากเมืองหลวงก็จะมาลงจอดยังสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ออกมาจากสนามบินไม่ไกลนักจะเห็นว่าสองข้างทางนั้นรายล้อมไปด้วยท้องทุ่งนาสีเขียว สวยงาม ขยับออกมาอีกหน่อยไม่ไกลมาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีก็จะถึงสถานที่เรียกได้ว่าเป็นหมุดหลักของนักท่องเที่ยวเลยก็คือ วัดร่องขุ่น ที่ได้รับการสรรค์สร้างโดยศิลปินแห่งชาติชื่อดัง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือสีขาว ซึ่งเปรียบแทนกับความบริสุทธิ์ของศาสนา พร้อมทั้งเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่วิจิตรงดงาม ประดับประดาตบแต่งอย่างประณีตจากปูนปั้นหลายลาย มีสระน้ำขนาดไม่ใหญ่ล้อมรอบตัวโบสถ์ สถาปัตยกรรมที่สวยงามและยากจะบรรยายนี้สวยงามขนาดที่ติดระดับโลก ควรค่าที่จะมาชมด้วยตาตัวเองอย่างมาก

วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน หลักฐานความร่วมมือร่วมใจของหลายประเทศ      

หลังจากที่ดื่มด่ำกับความวิจิตรของวัดร่องขุ่นแล้ว ในจังหวัดเชียงรายก็ยังมีวัดที่สวยงามอีกมากมาย เรียกได้ว่าขับรถไปเรื่อย ๆ แล้วทอดสายตาออกสู่สองข้างทาง จะพบกับวัดไทยที่ตั้งห่างกันไม่มากนัก หากใครอยากไหว้พระสัก 9 วัด เรียกได้ว่า ที่นี่เหมาะมาก แต่หากใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเขียวขจี มียอดภูเขาสูง วิวทิวทัศน์รังสรรค์โดยธรรมชาติ ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือได้ว่ากลายเป็นที่รู้จักภายในพริบตาเดียว นั่นคือวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน เป็นภูเขาขนาดใหญ่สลับซับซ้อน ซึ่งด้วยความสูงบ้าง ต่ำบ้างบวกกับจินตนาการของคนสมัยก่อน ทำให้มองคล้ายกับหญิงสาวกำลังนอนอยู่ จึงเป็นที่มาของชื่อ นางนอนนั่นเอง

ทันทีที่ไปถึงทางเข้าอุทยานจะมีตลาดเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านจะนำของที่หาได้มาขาย รวมถึงเสื้อผ้าให้เลือกซื้อ ด้านหน้าก่อนเข้าถ้ำ จะพบกับธงชาติของหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งทั่วโลกได้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือเยาวชนหมูป่าออกมาจนปลอดภัย ถัดไปภายในของถ้ำนางนอนจะมีอนุสาวรีย์ผู้กล้าและชูเกียรติแก่จ่าแซม วีรบุรุษถ้ำหลวง เพื่อไม่ให้ชื่อของผู้กล้าหายไปจากถ้ำนางนอนแห่งนี้ หลังจากมาชมความงามของวนอุทยานขุนน้ำนางนอนให้เห็นกับตาแล้ว ไม่ไกลกับอุทยานจะมีสถานที่เรียกว่า คอนโดไม้ไผ่ ซึ่งถือเป็นสถานที่ลับ ลักษณะเป็นโครงตึกที่สร้างจากไม้ไผ่ทั้งหมด สามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มบริเวณนั้นมาทานได้ หรือใกล้ ๆ กับคอนโดไม้ไผ่จะมีอาหารเหนือราคาไม่แพง พร้อมวิวทุ่งนาและวิวภูเขาเรียกได้ว่า วิวหลักล้านเลยทีเดียว

จังหวัดเชียงรายแม้จะเป็นเมืองรองที่หลายคนอาจยังไม่เคยเดินทางมา แต่ความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนี้เรียกได้ว่าไม่เป็นรองที่ไหนเลย ทั้งสถาปัตยกรรมและสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น การเดินทางก็ไม่ยาก ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส สถานที่ท่องเที่ยวก็มีมากมาย เมืองเหนือสุดแดนสยามนี้รอทุกคนเดินทางมาสัมผัสเสมอ

ภูเก็ต – เมืองเก่า เที่ยวรอบเกาะไม่ง้อทัวร์

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ถือว่าที่มีความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม สังเกตได้จากภาษา การใช้ชีวิต และการสร้างบ้านเมืองของผู้คนแต่ละภาค ก็จะค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น ภาคใต้จะมีเอกลักษณ์และมนต์ขลังเฉพาะที่ไม่เหมือนบ้านเมืองทางภาคเหนือ ภาษาของทางภาคใต้จะค่อนข้างพูดเร็ว ชัดและหนัก ทางภาคเหนือจะค่อนข้างพูดช้า เนิบและเสียงจะเบา สถาปัตยกรรมหลายที่ได้รับการผสมผสานจนเป็นแบบฉบับของตัวเอง ต่างมีความลึกลับ น่าค้นหา เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า ชิโนโปรตุกีส

สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส เมืองเก่า ภูเก็ต        

ชิโนโปรตุกีสเป็นการสร้างบ้านเรือน รวมถึงตึกต่าง ๆ ตามสไตล์ของผู้คนในสมัยนั้น โดยคำว่าชิโนแปลว่า จีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือ ประเทศโปรตุเกส เป็นสถานที่ที่บ้านเรือนมีความแตกต่างจากที่อื่น ดูเก่าแก่แต่โดดเด่น ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออก อันเกิดจากการหลอมรวมศิลปะทั้งจีนและโปรตุเกสเข้าไว้ด้วยกัน ความเก่าแก่ของที่นี่ต้องย้อนกลับไปเป็นร้อยปีเลยทีเดียว สมัยที่ภูเก็ตยังเป็นศูนย์รวมการค้า โครงสร้างบ้านเรือนที่ทาด้วยสีที่ต่างกัน ตัดกับสีของท้องฟ้า เวลาถ่ายรูปออกมาจะได้ภาพที่สวยงามมาก ทำให้นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมักไม่ยอมพลาดมาชมที่นี่ แม้ว่าตึกที่นี่จะมีอายุร่วมร้อยปี แต่ผู้คนก็ยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประกอบอาชีพจริง ๆ

โดยระหว่างเดินชมจะมีทั้งร้านอาหารทั่วไป ร้านติ่มซำและร้านอาหารพื้นเมืองมากมาย และมีร้านหนึ่งที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด คือ ร้านหมี่ฮกเกี้ยน ถนนกลาง เป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อมาก เมนูแนะนำคือ บะหมี่ฮกเกี้ยน เป็นอาหารรสชาติที่ผสมทั้งใต้และจีน นอกจากนั้นยังมีร้านกาแฟที่เป็นมากกว่าร้านกาแฟ คือ มีหนังสือที่สามารถหยิบอ่านและชมวิวของเมืองเก่า ภายในร้านแทบเรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการเพราะจะมีทั้งภาพวาดศิลปะ และแกลเลอรี่ของศิลปินทั้งไทยและต่างชาติหมุนเวียนมาให้ได้ชม มาที่เดียวได้ทั้งเดินเที่ยวเมืองเก่าตบท้ายด้วยการจิบกาแฟชมงานศิลป์ที่สวยงาม

เที่ยวรอบภูเก็ตโดยไม่ต้องออกเกาะ       

หลายคนมักจะมาภูเก็ตเพื่อเป็นทางผ่านไปยังเกาะสวยงามขึ้นชื่อต่าง ๆ เช่น ไปหมู่เกาะสุรินทร์ ไปเกาะไม้ท่อน เกาะราชา แต่จริง ๆ แล้วใครจะรู้ว่าบนเกาะภูเก็ตเองนั้นมีทะเลใสและสวยไม่แพ้ที่อื่นเลย ในการท่องเที่ยวเก็บหาดต่าง ๆ ของเกาะภูเก็ตหากจะให้ครบเลย 1 วันอาจจะไม่พอ และแนะนำให้เช่ารถเพื่อความสะดวกในการจอดแวะ ขอเริ่มต้นจากชายหาดที่อยู่ห่างออกไปจากสนามบินเพียง 11 กิโลเมตร นั่นคือ หาดไม้ขาว หาดที่จัดได้ว่าเป็นแลนด์มาร์กของภูเก็ตเลยเพราะในระหว่างที่กำลังเล่นน้ำบนชายหาดอยู่นั้น ก็จะมีเครื่องบินที่ค่อย ๆ บินแล่นผ่านหัวของเราไป ถือได้ว่าเป็นชายหาดที่สร้างความตื่นเต้นไม่น้อยแถมได้เก็บภาพคู่ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเครื่องบินอีกด้วย

และหาดที่อยู่ใกล้กับไม้ขาวที่สุดคือ หาดในยาง หาดแห่งนี้เป็นหาดส่วนตัวที่เงียบสงบ และเต็มไปด้วยต้นสนทำให้รู้สึกร่มรื่น ถัดจากหาดในยางลงมา คือ หาดในทอน ซึ่งเป็นหาดที่หาดทรายค่อนข้างละเอียด ส่วนมากนักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมานอนอาบแดดที่นี่ ขับลงมาอีกแต่ทางค่อนข้างซับซ้อนจะพบกับหาดชื่อหาดลายัน หาดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักทั้งที่ชายหาดก็สวยและน้ำทะเลก็ใสมาก จึงเหมาะสำหรับใครที่อยากมาพักผ่อนจริง ๆ และเมื่อขับรถไล่ลงมาเรื่อย ๆ ก็จะเจอกับหาดอีกมากมาย ดังนี้ หาดบางเทา หาดสุรินทร์ หาดกมลา หาดป่าตอง หาดกะรน หาดกะตะ หาดกะตะน้อย หาดนุ้ย หาดในหาน หาดยะนุ้ย

และท้ายสุดปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดของเกาะภูเก็ต แหลมพรมเทพ ภาพที่จะเห็นคือพระอาทิตย์กำลังตกตัดกับเส้นขอบทะเล เป็นภาพที่สวยงามขนาดที่มักมีคู่บ่าวสาวมาถ่ายภาพแต่งงานที่นี่ หากใครอยากจะเที่ยวรอบเกาะต่ออีกก็สามารถขับรถไปทางตอนเหนือของเกาะได้เพราะยังมีหาดอีกมากมาย

เกาะภูเก็ตเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในประเทศจึงมีจำนวนชายหาดเยอะมาก บางชายหาดแทบไม่เคยได้ยินชื่อจึงยังคงรักษาความสงบเอาไว้ได้ หากใครอยากสังสรรค์หรือสนุกกับสถานบันเทิงของภูเก็ต ป่าตองก็ถือว่าขึ้นชื่อมาก ดังนั้นเกาะภูเก็ตแห่งนี้เหมาะกับทั้งผู้ที่ต้องการความสงบและผู้ต้องการความสนุกอยู่ที่ไปตรงไหนของเกาะเท่านั้นเอง

เมืองระนอง เกาะพยามและชุมชนมอแกนที่แสนสงบ

หากใครก็ตามที่หลงรักความเงียบสงบ อยากจะไปหายใจรับออกซิเจนเน้น ๆ ให้เต็มปอด ฟังเสียงคลื่นกระทบชายฝั่ง เคล้าเสียงนกน้อยประสานเสียงขับขาน อยู่เมืองไทยแต่เหมือนไปเมืองนอก ไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นเหมือนเมืองนอก แต่เพราะสถานที่แห่งนี้แทบหานักท่องเที่ยวชาวไทยไม่เจอ โดยมักจะเจอแต่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรปที่ไล่ล่าหาความสงบ ซึ่งเป็นการการันตีได้ว่าที่แห่งนี้เงียบสงบขนาดไหน

ระนอง แม้เป็นเมืองรองแต่อยากให้ลองมา

หลายคนพอนึกถึงจังหวัดระนอง อาจจะมองไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน แต่ในความจริง ในความเรียบง่ายของจังหวัดนี้เองที่สามารถสร้างความรู้สึกพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ โดยระนองเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่อันดามัน มีทั้งขนส่งทางบกและสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับการเดินทางภายในจังหวัด สามารถเช่ารถหรือที่พลาดไม่ได้เลย คือ การนั่งรถสองแถวไม้สีสดใส ซึ่งได้รับการอนุรักษ์เอาไว้จนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของจังหวัดไปโดยปริยาย

สัญลักษณ์ต่อมาที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัส คือ บ่อน้ำร้อน ทั้งบ่อน้ำร้อนพรรั้ง บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งเป็นบ่อน้ำแร่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยแร่ระนองนี้เป็นแร่คุณภาพดี ไร้กลิ่นกำมะถัน เรียกได้ว่าการมาแช่น้ำร้อนที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้ทั้งความผ่อนคลายและดีต่อสุขภาพ

สถานที่ต่อมา คือ น้ำตกหงาวเป็นน้ำตกที่ตั้งเด่นหรา ท้าทายสายตานักท่องเที่ยวที่สัญจรไปมา สายของน้ำตกลงมาจากยอดเขาสูง ในช่วงน้ำมาก ใครผ่านไปมาแถวนี้จะได้ยินเสียงของน้ำตกหงาวตกกระทบเบื้องล่างเหมือนเป็นพนักงานคอยทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนก็ว่าได้ อีกหนึ่งแลนด์มาก คือ ภูเขาหญ้า เขาหัวโล้น ที่จะมีสีเขียวยามหน้าฝน สีเหลืองเมื่อเข้าหน้าแล้ง แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็สามารถเดินขึ้นไปชมวิวทิศทัศน์ของเมืองโดยรอบได้ หากเช่ารถสองแถวไม้มาถ่ายรูปคู่ภูเขาหญ้าจะได้ภาพที่สวยมาก

เกาะพยาม นกเงือกและตะวันตกดิน ณ หมู่บ้านมอแกน

จากระนองสู่เกาะพยาม สามารถเดินทางโดยการนั่งรถสองแถวเข้าไปยังท่าเรือเกาะพยาม ตำบลปากน้ำ โดยมีเรือ 2 แบบให้เลือก คือ สปีดโบ๊ทและเรือใหญ่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้เห็นภาพแรก ภาพของผืนทะเลสีเขียมอมฟ้าและชายหาดสีขาวอมส้ม ต้นมะพร้าวเรียงราย หลังจากก้าวเท้าขึ้นมาบนเกาะสิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ ความเงียบ เงียบจนได้ยินเสียงคลื่นซัดชัดเจน การเดินทางบนเกาะนิยมเช่ารถมอเตอร์ไซค์เนื่องจากถนนค่อนข้างเล็กและเป็นทางคดเคี้ยว สองข้างถนนจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่สีเขียว ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมหลายคนตั้งใจมาที่นี่เพื่อหวังชมนก โดยนกที่เป็นตัวแทนของความสงบและอุดมสมบูรณ์คงหนีไม่พ้น นกเงือก ที่นี่จะเป็นนกเงือกขนาดเล็ก เรียกว่านกแก๊ก เจ้านกชนิดนี้ชอบบินมาเกาะตรงต้นไม้แล้วหยุดเหมือนจ้องมองนักท่องเที่ยว ยิ่งตอนเช้าจะพบบ่อยบริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งอ่าวที่ว่านี้ เป็นอ่าวที่มีหาดทรายสีขาวนวลละเอียดโค้งตีวงกว้างสุดลูกหูลูกตายาวถึง 2 กิโลเมตร รอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส ไม่ค่อยมีร้านอาหาร หรือผู้คนเท่าใดนัก หากมาจังหวะดีก็มีโอกาสได้ครองหาดแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว

นอกจากอ่าวเขาควาย ก็มีหาดสวย ๆ อีกมาก เช่น อ่าวกวางปีบ อ่าวไม้ไผ่ อ่าวหินขาวอ่าวมุก เป็นต้น นอกจากชายหาดแล้วบนเกาะยังมีทั้งป่าไม้ทั้งป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ อีกหนึ่งสถานที่ต้องมาให้ได้ คือ หมู่บ้านของชาวทะเลแท้ ที่ยังรักษาวิถีของตนอย่างสมบูรณ์ การเดินทางมาที่นี่ต้องขี่รถลัดเลาะผืนป่าชายเลนออกมาไกลพอสมควร ก่อนจะมาเจอกับหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ลำพัง ผู้คนยังคงรักษาภาษาและวิถีความเป็นมอแกนดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ก่อนกลับอยากให้แวะเก็บภาพบ้านไม้หลังเล็กที่ยกตัวสูงจากผืนทรายของชาวมอแกนที่ริมชายหาด ณ ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนลับขอบฟ้า

แม้การเดินทางมายังเกาะพยายามจะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ระหว่างเส้นทางเหล่านั้น ก็มากมายไปด้วยมิตรภาพและความทรงจำไม่น้อย ที่สำคัญความเงียบสงบและไร้การปรุงแต่งนี้เองคือเสน่ห์มหาศาลที่เราจะได้รับจากทั้งเมืองระนองและเกาะพยาม

โฮจิมินห์ ดาลัด มุ่ยเน่ จากเมืองดอกไม้สู่ทะเลทราย

จากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยแวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอยู่มาก ทว่ายังมีสถานที่บางสถานที่ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในภูมิประเทศบ้านเรา ทำให้หากจะชื่นชมสถานที่เหล่านั้นนักท่องเที่ยวจะต้องสรรหาวิธี ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อจะไปถึงจุดหมายในดวงใจ ทะเลทรายก็คือเป็นสถานที่หนึ่งที่ไม่มีให้เห็นในบ้านเรา ต้องเดินทางออกนอกประเทศจึงจะได้ชมกัน นอกจากนั้นภาพจำของทะเลทรายทั่วไปที่พบเห็นตามสื่อต่าง ๆ นั้นดูแล้วแสนจะร้อน แห้งแล้งและคงอยู่ไกลจากบ้านเรามากโข

แวะโฮจิมินห์ก่อนไปวิ่งเล่นทะเลทราย

ในความเป็นจริงภาพการไปวิ่งเล่นที่ทะเลทรายไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อมเลยแม้แต่น้อย เพราะทะเลทรายที่ใกล้บ้านเราที่สุด อยู่แค่ประเทศเวียดนามนี้เอง การไปเวียดนามก็แสนสะดวกเพราะมีเครื่องบินจากบ้านเราบินตรงไปยังหลายเมืองของเวียดนาม หากอยากไปดื่มด่ำกับสายหมอกที่ซาปา เวียดนามเหนือ ก็เลือกลงที่สนามบินฮานอยและค่อยต่อรถเข้าไป แต่หากอยากลงมาทางใต้เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศการขี่ ATV บนเนินทะเลทราย ให้เลือกลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ตหรือเรียกสั้น ๆ ว่าสนามบินโฮจิมินต์ซิตี้

พอถึงนครโฮจิมินห์ก็สามารถเข้าเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสต์ต่าง ๆ เช่น ศาลากลางโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นตึกสีเหลืองครีม สร้างสไตล์ฝรั่งเศส หรืออาคารไปรษณีย์กลางจุดนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเป็นอย่างมาก ตัวอาคารสีเหลืองตัดกับบานหน้าต่างสีเขียวเข้ม สวยงามและเก่าแก่ มีอายุกว่าร้อยปีเลยทีเดียว

ต่อมาที่ไม่อยากให้พลาดคือ โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ สร้างตามแบบสไตล์ฝรั่งเศส ด้านหน้าจะมีรูปปั้นพระแม่มารีที่สร้างจากหินอ่อนสวยงามและยังเป็นโบสถ์ที่ยังมีการประกอบพิธีทางศาสนาอยู่แม้จะมีอายุกว่าร้อยปีแล้ว สถานที่ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นในนครโฮจิมินห์ล้วนอิงศิลปะฝรั่งเศส ทำให้การมาที่นี่เหมือนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของฝรั่งเศสซ่อนอยู่ เป็นการผสมกลืนเข้ากันระหว่างมนต์ขลังของเวียดนามและความโรแมนติกของฝรั่งเศสอย่างกลมกลืน

ดาลัดเมืองดอกไม้และมุ่ยเน่เมืองแห่งทะเลทราย

จากการชื่นชมโบสถ์ วิหาร และอาคารเก่าของของโฮจิมินห์ มาต่อกันที่เมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเมืองแห่งดอกไม้ เหตุที่เรียกเช่นนั้นเพราะ ที่นี่มีทุ่งดอกไม้ที่สวยโดดเด่นมาก เช่น ทุ่งไฮเดรนเยีย ทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไฮเดรนเยียแสนสวยสีฟ้า เหลือง ขาว บานชูช่อรอให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสตลอดทั้งปี

สถานที่ต่อมาเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีชมพู เหมาะกับสาว ๆ สายหวานอย่างมาก นั่นคือ ทุ่งหญ้าสีชมพู ซึ่งจะมีเฉพาะในหน้าหนาวเท่านั้น เหมาะกับการมาเก็บภาพเป็นอย่างยิ่ง เมืองแห่งดอกไม้นี้ในความเป็นจริงสามารถเรียกได้เรียกว่าเมืองแห่งดอกไม้บนภูเขาก็ได้ เพราะนอกจากดอกไม้ที่สวยงามแล้วนั้น เมืองดาลัดนี้ยังตั้งอยู่บนภูเขาสีเขียว ทะเลสาบสวย แถมอากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปีให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ยุโรปเลยทีเดียว ดังนั้นหากจะมาที่นี่อย่าลืมพกอุปกรณ์สำหรับกันหนาวมาด้วย

ต่อจากดาลัดถึงเวลาไปทักทายทะเลทรายของจริงกับตาตัวเอง วิธีเดินทางคือนั่งรถบัสแบบนอนตอนกลางคืนจากดาลัดจะได้ถึงมุ่ยเน่ตอนเช้าพอดี เมื่อถึงเมืองทะเลทราย ก็ต้องเลือกว่าจะไปทะเลทรายแห่งไหนก่อน เพราะทะเลทรายที่มุ่ยเน่มีหลายแห่ง โดยที่ใหญ่ที่สุดเป็นทะเลทรายสีขาว จึงเรียกว่า ทะเลทรายขาว อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ไม่ไกลกับทะเลสาบ นับว่าเป็นวิวสวรรค์สร้างก็ว่าได้ วิธีการเดินทางขึ้นมายังทะเลทรายแบบสะดวกที่สุดคือการซื้อทัวร์แบบ 1 วัน โดยคนขับจะพาเรานั่งรถจี๊ปมาเลย จากนั้นก็ให้เราเดินเล่นตามอัธยาศัย บางคนชื่นชอบกิจกรรมผจญภัยหน่อยก็เช่า ATV ขับขึ้นไปบนเนินทะเลทรายหรือขี่นกกระจอกเทศไปยังได้ บางคนสะดวกเดินก็ได้แต่ลมแรงมาก ฝุ่นตลบเลยทีเดียว

นอกจากทะเลทรายขาวแล้วคนขับก็จะพาไปสถานที่ต่อไปคือทะเลทรายแดง อยู่ไม่ไกลกันนัก เม็ดทรายของที่นี่ละเอียดราวกับเม็ดแป้ง ก่อนจะพาเรากลับไปส่งที่เดิม พร้อมภาพสุดท้ายของวันคือ พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า

ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง ทกคนต่างได้รับความทรงจำดี ๆ และในขณะเดียวกันก็ฝากรอยเท้าเอาไว้ เพื่อบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งของชีวิต เราต่างได้เดินทางไปยังที่แห่งนั้น ก่อนจะตามหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อให้หัวใจได้ออกเดินทางอีกครั้ง

เตเนริเฟ เกาะภูเขาไฟแห่งหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน

แม้นักท่องเที่ยวมากมายพยายามจะเดินทางเพื่อสำรวจโลกใบนี้มากขนาดไหน ก็คงไม่มีใครสำรวจโลกใบนี้ได้หมดทั้งใบ มีอีกหลากหลายสถานที่ที่กำลังเฝ้ารอให้ผู้คนออกตามหา ทั้งสถานที่ที่อยู่ไกล อยู่ใกล้ อยู่สูง อยู่ลึก ล้วนกำลังรอนักเดินทางทุกท่านอยู่

เตเนริเฟ พี่ใหญ่แห่งหมู่เกาะคานารี สเปน

เตเนริเฟ หนึ่งในเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะคานารี ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่รอทุกท่านมาเห็นด้วยตาของตัวเอง โดยเกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศสเปน แต่ตัวเกาะก็ตั้งอยู่ค่อนไปทางแอฟริกา ทำให้ห่างจากสเปนพอสมควร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้ทั้งทางเรือและเครื่องบิน โดยบนเกาะมีสนามบิน 2 แห่ง คือ สนามบินเตเนริเฟเหนือและเตเนริเฟใต้ เกาะแห่งนี้แม้จะอยู่ค่อนข้างไกล แต่พอมาถึงกลับพบว่าที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตา นักท่องเที่ยวส่วนมากมาเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ โดยที่นี่มีชายหาดหลากหลายสี ทั้งขาว ส้มทอง จนกระทั่งสีดำสนิท

แต่ไฮไลท์ที่สำคัญและพลาดไม่ได้เลยคือ การมาสัมผัสกับภูเขาไฟเดเตย์ (Mount Teide) ที่ยังมีลมหายใจ โดยเพิ่งปะทุล่าวสุดเมื่อปีค.ศ.1909 และเป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปด้านบนของภูเขาไฟด้วยการขึ้นกระเช้า สามารถขึ้นไปเกือบถึงบริเวณปล่องภูเขาไฟเลย พอไปถึงด้านบนอุณหภูมิจะค่อนข้างต่ำ อากาศจะหนาวมาก แม้ว่าอุปสรรคจะค่อนเข้างเยอะ แต่พอได้มองลงมายังด้านล่างจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก สวยจนต้องถามตัวเองว่า ธรรมชาติสร้างสิ่งที่สวยงามขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ภาพของหมู่ก้อนเมฆสีขาวลอยอยู่เบื้องล่างคล้ายเป็นทะเลเมฆ (Sea of clouds) ที่คล้ายเรากำลังยืนอยู่บนสวรรค์ก็ไม่ปาน

หากใครยังไม่พอใจสามารถท้าทายตัวเองด้วยการพิชิตจุดสูงสุดของยอดเขาต่อได้เพียงเดินฝ่าดินหนืด แต่ต้องไต่ตามเส้นเชือกที่ทางอุทยานเตรียมไว้เพราะค่อนข้างอันตรายพอควร นอกจากภูเขาไฟแล้วยังสามารถไปชมทุ่งหญ้าและดอกไม้ที่สวยงามด้วย มีทั้งสีแดง ชมพู ขาว แถมแถวนี้ยังมีสัตว์หลายชนิดให้ชมอีกด้วย

สถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาเตเนริเฟ

นอกจากภูเขาไฟขึ้นชื่อแล้ว เกาะแห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ Loro Park สวนสัตว์ที่ดีที่สุดในยุโรป เป็นสวนสัตว์ที่มีสัตว์หลายชนิด ทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำรวมอยู่ในสวนสัตว์แห่งเดียว ซึ่งภายในมีทั้งสิงโตทะเล เพนกวิน แอนตาร์กติก เต่า จระเข้ โลมา หรือแม้กระทั่งวาฬเพชฌฆาตที่ตัวสีดำ ขาว ที่นี่มีถึง 6 ตัว และยังสามารถเข้าชมการแสดงของฝูงสัตว์น้ำ ทั้งการแสดงโชว์อันพร้อมเพรียงของฝูงโลมา โชว์ความแสนรู้ของสิงโตทะเล หรือแม้แต่ความน่ารักเป็นมิตรของวาฬเพฌฆาต ภาพวาฬเพชฌฆาตเล่นสนุกกับคนถือเป็นภาพที่หาดูไม่ง่ายเลย สถานที่ถัดมา คือ อุทยาน Anaga Rural Park ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราสามมารถชมวิวความงามของธรรมชาติทางฝั่งตะวันออกของเกาะได้ หรือจะชมวัฒนธรรมของเมืองก็สวยไม่น้อย

ภาพของต้นไม้สูง ทะเลสีเข้มกว่าบ้านเรา มีทิวทัศน์ของภูเขาไฟและภูเขาสูงสีเขียว ชายหาดหลากสีรวมถึงวัฒนธรรมของเกาะแห่งนี้ ล้วนดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาเยี่ยมชม หากใครอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างแต่เข้มข้นไปด้วยความงามของธรรมชาติ เกาะเตเนริเฟ ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

ตามรอยซีรี่ย์และการ์ตูนดังไปยังเกาะมอลต้า มนต์เสน่ห์ยุโรปใต้

ใครจะคาดคิดว่าเพียงเพื่อการสร้างภาพยนตร์สักเรื่อง จะต้องเนรมิตฉากที่แสนตระการตาและยิ่งใหญ่ หลายฉากที่สร้างขึ้นมา และถูกรื้อถอนออกไปไป แต่ก็มีบางฉากที่นอกจากจะยังคงอยู่แล้วยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมได้ด้วย

ณ มอลต้า มนต์เสน่ห์ยุโรปใต้

หลายคนคุ้นหูชื่อประเทศมอลต้าจากภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่ลงทุนบินลัดฟ้าไปถ่ายทำยังประเทศเล็ก ๆ ในทวีปยุโรป มอลต้าหรือสาธารณรัฐมอลต้าอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอยู่ทางใต้ของประเทศอิตาลี เป็นเกาะขนาดเล็ก ซึ่งเล็กกว่าสิงคโปร์เสียอีก แต่ความสวยไม่เล็กเพราะความสวยงามของเมืองนี้ก็ระดับเป็นโลเคชันถ่ายทำซี่รี่ย์ดังอย่าง Game of thrones เลยทีเดียว

โดยมอลต้ามีเกาะทั้งหมด 3 เกาะด้วยกัน คือ เกาะมอลต้า (Malta island) เกาะโกโซ (Gozo island) และเกาะโคมิโน (Comino island) โดยมีวัลเลตตา (Valletta) เป็นเมืองหลวง ในอดีตมีการสู้รบกันทำให้ในอดีตมีการสร้างกำแพงสูงใหญ่และยังหลงเหลือร่องรอยอารยธรรมมาถึงปัจจุบัน ภาพที่ตาสองข้างเห็นคือเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณ ดูเก่าแก่ ส่วนภาพที่ใจเห็นคือ เหมือนเรากำลังย้อนเวลาไปชมเมืองสมัยศตวรรษที่ 16 เพราะสถาปัตยกรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน

สถานที่ต่อมาคือ สถานที่ที่หลายคนคุ้นตาจากเรื่อง Game of thrones ซึ่งก็คือเชิงหินที่ตรงกลางทะลุเกือบจะเป็นช่องสี่เหลี่ยม จึงคล้ายกับหน้าต่างบานโตที่ตั้งอยู่ริมทะเลสีน้ำเงินเข้ม โดยเชิงหินนี้ เรียกว่า หน้าต่าง Azure บนเกาะโกโซ ใครมามอลต้าก็จะไม่พลาดมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก แต่น่าเสียดายตอนนี้เชิงหินได้พังลงมา แต่ความสวยงามของประเทศแห่งนี้ไม่ได้มีเท่านี้ สามารถเยี่ยมชมสถานที่อื่น ๆ และทำกิจกรรมต่าง ๆ บนเกาะนี้ได้ เช่น การล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ของเกาะ การดำน้ำชมปะการัง เนื่องจากภายใต้ผืนน้ำนี้ยังคงมีรอยแผลแห่งการรบที่จมดิ่งอยู่ใต้ทะเล ผู้คนจึงนิยมดำน้ำลงไปบันทึกประวัติศาสตร์ให้เห็นกับตาตัวเอง กิจกรรมต่อมาคือ แวะขี่ม้าที่ อ่าวโกลเด้น (Golden bay) โดยนักท่องเที่ยวผู้โรแมนติกนิยมขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ ถือเป็นการจบวันได้อย่างสวยงาม

แหวกม่านหมู่บ้านป๊อบอาย (Popeyes Village) จากฉากหนังสู่สถานที่ท่องเที่ยว

หมู่บ้านป๊อบอายแห่งมอลต้า ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฉากหลังของการ์ตูนดังที่ทั่วโลกต่างรู้จัก บ้านที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด 19 หลัง แต่ละหลังมีรูปร่างแสนน่ารัก สีสันสดใส เขียวบ้าง ครีมบ้างและสีอื่น ๆ สลับกันไปมาดูแฟนซี ภายในมีรูปปั้นของตัวละครเช่น พระเอกคือตัวป๊อบอายเอง และที่ขาดไม่ได้คือสาวสวยของป๊อบอาย ชื่อ โอลีฟ ตามด้วย ออยล์, บลูโต, สวีทพี และวิมปี ให้ทุกคนได้เก็บภาพกับเหล่าตัวการ์ตูนอมตะแบบแนบชิด และหากใครเป็นสาวกป๊อบอายแล้วล่ะก็ หมู่บ้านแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย หากใครชอบดูแบบภาพยนตร์ด้านในก็มีให้ชม เรียกได้ว่าใครชื่นชอบป๊อบอายหลังจากได้มาที่นี่จะต้องกลับมาอีกอย่างแน่นอน

ใครเป็นสายตามรอยซี่รี่ย์ การ์ตูน หรือหนังเรื่องโปรด คงชื่นชอบหากได้ลองไปสัมผัสกับสถานที่จริงของสิ่งที่ตนชื่นชอบ และหากใครได้มาที่นี่จริง ๆ หรือชอบออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก จะพบว่าไม่ว่าจะที่ไหน ๆ ในโลก การเห็นด้วยตาตัวเองย่อมสวยกว่ามองผ่านภาพถ่ายเสมอ

เก็บตะวัน ณ อินเล (Inle) พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลชาวอินทา (Intha)

กว่า 1,000 กิโลเมตรโดยประมาณหากปักหมุดจากกรุงเทพมหานคร มุ่งสู่สถานที่แห่งหนึ่งอันแสนสงบ เดินทางหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองหลวงผ่านนกเหล็กจากประเทศไทยสู่เมืองอันสวยงามในประเทศเมียนมาร์ โดยจุดหมายปลายในครั้งนี้คือ ผืนน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชันตระหง่าน ซับซ้อนและสวยงามในรัฐฉาน และสัมผัสกับความงามของสายน้ำกว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตา ที่มีชื่อว่า ทะเลสาบอินเล

เก็บตะวัน ณ อินเล

สายน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยิ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดินด้วยแล้ว ยิ่งเป็นช่วงที่เพิ่มความสวยให้กับทะเลสาบแห่งนี้ขึ้นมาอย่างมาก สีส้มคละสีทองสว่างของดวงอาทิตย์ที่ตัดกับสีครามของท้องฟ้ายามเย็น ที่ค่อย ๆ เคลื่อนจมลงสู่สีฟ้าครามของทะเลสาบ แถมยังรายล้อมด้วยยอดภูเขาสูงลิ่วที่ปกคลุมด้วยหมู่ต้นไม้สีเขียวขจี ภาพตรงหน้าที่งดงามขนาดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมากมาย ต่างหลงใหลและอยากจะมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง โดยช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางมาชมความงามของทะเลสาบอินเลแห่งนี้ คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่หากใครสะดวกมาฤดูอื่น ๆ ก็มาได้เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถมาชมได้ตลอดทั้งปี โดยผู้ที่จะพาเยี่ยมชมไม่ใช่ใครที่ไหน แต่จะเป็นเจ้าบ้านผู้อาศัย ณ ผืนน้ำแห่งนี้มายาวนานกว่าร้อยปี ผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวอินทาที่มีความหมายว่า ลูกทะเล

สัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลชาวอินทา

กว่าร้อยปีที่ชาวอินทา อาศัยอยู่และพึ่งพาสายน้ำอินเลแห่งนี้ จนอาจเรียกได้ว่าทั้งพวกเขาและสายน้ำต่างหายใจไปพร้อม ๆ กัน นักท่องเที่ยวหลายคนมาที่นี่เพื่อชมความงามของทะเลสาบอินเล แต่ก็มีไม่น้อยที่มาเนื่องจากอยากสัมผัสวิถีชีวิตลูกทะเลที่ชื่ออินทา เนื่องจากการใช้ชีวิตเคียงคู่ไปกับสายน้ำที่ไม่มีคำว่าธรรมดาของชาวอินทาโด่งดังไปทั่วโลก เช่น ระหว่างที่เหมาเรือของชาวอินทา เพื่อชมความงามของทะเลสาบแห่งนี้ ชาวอินทาไม่ใช้ไม้พายในการพายเรือแต่พายโดยใช้ขาและเท้าของตัวเอง นอกจากขาและเท้าจะพายเรือได้แล้วยังใช้ในการบังคับทิศทางเรือได้ด้วย สร้างความประหลาดใจไม่น้อย หากมความงามของทะเลสาบจนอิ่มแล้ว เราสามารถบอกคนเรือเพื่อไปยังหมู่บ้านที่เปิดให้ชมการเรียนรู้วิธีการถักผ้า ทอผ้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของผู้คนที่นี่ และบ้านที่เราสามารถแวะเข้าไปชมได้นั้นก็เป็นบ้านจริง ๆ ของชาวบ้านใจดีที่ตั้งใจเปิดต้อนรับทุกคน

อีก 1 ภูมิปัญญาของชาวอินทาที่น่าทึ่งคือ การทำการเกษตรบนผืนน้ำ หรือลักษณะคือแปลงเกษตรที่ลอยอยู่บนน้ำ ภาพที่เห็นจะเป็นแปลงผักที่ลอยอยู่บนน้ำจริง ๆ โดยชาวบ้านจะใช้ไม้ไผ่ยึดไม่ให้ลอยไปไหนไกล พวกเขาเล่าว่าจะนำวัชพืชมาทำเป็นแพก่อน แล้วค่อยปลูกพืชผักสวนครัวต่าง ๆ และก็นำมาทำเป็นอาหารรวมถึงอาหารที่ทำให้เราทานด้วย ถือเป็นภูมิปัญญาที่เก่าแก่และสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ความเรียบง่ายของชาวอินคาและการปลอบโยนเราด้วยความเงียบสงบของสายน้ำ ถือเป็นการชาร์จพลังให้กับชีวิตไม่น้อย ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ที่มากไปด้วยผู้คน ถูกขจัดโดยสิ้น การเอาเท้าจุ่มน้ำเย็น ๆ นั่งมองผู้คนยืนพายเรือเพื่อสอดส่องแปลงผักลอยน้ำของตนน่าจะให้ให้ใครหลาย ๆ คนแอบมีรอยยิ้มและพลังในการกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้งอย่างแน่นอน

ค่ำแล้วจะไปไหนเอย – วัดเรืองแสง หนึ่งวัดที่น่าไปตอนค่ำ

สำหรับเด็กรุ่นใหม่แล้ว วัดคงไม่ใช่ตัวเลือกแรก ๆ ที่นึกอยากจะไปเมื่อมีเวลาว่างแล้วอยากจะไปออกทริปสักที่หนึ่ง ต่างจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปมีเยอะแยะมากโขจนไม่นึกว่าจะมีอารามอยู่ในตัวเลือก แต่ถ้าได้รู้ถึงสรรพคุณความเจ๋งของวัดสิรินธรวรารามภูพร้าวแล้วล่ะก็ คงได้คิดใหม่กันอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้ภาพสวย ๆ ไว้ถ่ายลงอวดเพื่อน ๆ ในโซเชียล ความรู้สึกระหว่างทริปนี้ก็แน่นอนว่างดงามตราตรึงในใจอย่างไม่รู้ลืม

วัดอะไรเรืองแสงได้

ใช่ คุณฟังไม่ผิดแน่ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าวที่มีชื่อเล่นว่าวัดเรืองแสงนั้นสามารถเรืองแสงได้จริง ๆ โดยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมาก คือศิลปินผู้สร้างมากฝีมืออย่างช่าง คุณากร ปริญญาปุณโณ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tree of souls หรือรุกขชาติแห่งวิญญาณในหนังดังเรื่องอวตารนั่นเอง ซึ่งถ้าใครเคยดูก็คงนึกภาพตามได้ไม่ยาก

แต่ต้นไม้ที่วัดสิรินธรวรารามภูพร้าวนั้นติดอยู่กับผนังด้านหลังของอุโบสถ คล้ายเป็นภาพวาด โดยมีสารเรืองแสงฟอสเฟอร์ช่วยขับแสงออกมาในค่ำคืนที่มืดสนิท

และแน่นอน VWIN ยืนยันได้เลยว่ายิ่งมืดยิ่งสวย เพราะแสงที่เปล่งออกมาจากต้นกัลปพฤกษ์ที่เรืองแสงจะยิ่งส่องสว่าง หากมาในคืนที่ยิ่งมืดสนิทยิ่งดี วันไหนเจอแจ็คพอตมีดาวเยอะ ๆ ก็ยิ่งสวย ถ้าได้กล้องถ่ายรูปดี ๆ มาสักตัว ในวันที่เงียบสงบ ลมนิ่งสนิท พร้อมกับได้ถ่ายภาพ เก็บบรรยากาศในช่วงทุ่มนิด ๆ กลับบ้านไป คงเป็นการจบวันที่เพอร์เฟคไร้ที่ติ แต่มีคำแนะนำว่าถ้าหากอยากจะไปเก็บภาพ ช่วงเวลาหกโมงครึ่งถึงสองทุ่มนั่นแหละจะเป็นเวลาที่พอเหมาะพอเจาะที่สุด

จุดชมวิวอันแสนพิเศษ

นอกจากด้านหลังอุโบสถจะมีต้นกัลปพฤกษ์เรืองแสงแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นตอนพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น ที่มีแสงสีส้มฉาบไปทั่วทั้งอาราม ยิ่งส่องกระทบเข้าไปข้างในก็กลายเป็นสะท้อนแสงสีทองจากพระประธานที่ยิ่งมองก็ยิ่งอิ่มใจไปกับความงดงามที่ธรรมชาติบรรจงสรรสร้างขึ้นมา ให้ความรู้สึกคล้ายกับได้ไปป่าหิมพานต์จริง ๆ

อีกทั้งตอนค่ำที่เห็นดวงดาวระยิบระยับเต็มทั่วท้องฟ้า ความเย็นเยียบนิ่งสงบของวัดภูพร้าวถือเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่ไม่มีที่ไหนเหมือน ทว่าตอนกลางวัน ที่วัดภูพร้าวก็เป็นอีกหนึ่งวัดมี่มีความวิจิตรตระการตาไม่แพ้วัดไหน ๆ ความประณีตที่ส่งต่อมาผ่านสายตาทะลุเลนส์กล้อง ช่วยกักเก็บความประทับใจที่มีต่อทิวทัศน์อันงดงามได้อย่างดี

ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายในประเทศไทยที่ไม่ได้ไปยาก และควรหาโอกาสไปสักครั้ง การเก็บความประทับใจในรูปแบบของดิจิตอลที่อัพโหลดลงโซเชียลก็นับเป็นอีกหนึ่งกล่องความทรงจำ ที่เชื่อว่าเมื่อหวนย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็คงนึกได้เสมอว่าแต่ละที่มีความสวยงาม และอิ่มเอิบไปด้วยความสุขที่อบอวลอยู่ในทริปนั้น ๆ

เมืองเล็กแต่มีคุณภาพที่น่าสนใจของญี่ปุ่น คุณอาจไม่เคยรู้ว่าสวยงามขนาดไหน

ทุกครั้งที่พูดถึงญี่ปุ่นและเมื่อผู้คนต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงโตเกียวและเกียวโตมาก่อนเท่านั้น แต่รู้กันหรือไม่ว่าในประเทศญี่ปุ่นยังมีเมืองเล็ก ๆ และเมืองอื่น ๆ ที่มีความสวยงามไม่แพ้กันกับเมืองใหญ่ ๆ อย่างโตเกียวหรือเกียวโตเลย ดังนั้นทำไมไม่ลองหลีกเลี่ยงฝูงชนและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ แล้วเดินทางไปยังเมืองเหล่านี้แทน?

แกะรอยประวัติศาสตร์จากปราสาทเก่าแก่ ชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองมัตสึเอะ

มัตสึเอะ เมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโอฮาชิ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองที่มีปราสาทเก่าแก่หลงเหลืออยู่จำนวนถึง 12 แห่ง ปราสาทมัตสึเอะหรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อปราสาทโคลเวอร์ เป็นหนึ่งในปราสาทไม้ไม่กี่แห่งของญี่ปุ่นที่ยังคงรักษารูปแบบไว้ได้อย่างดั้งเดิม
เมืองมัตสึเอะมีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมพิธีชงชาและขนมหวานที่มาพร้อมกับพิธีชงชา

เหตุที่พิธีชงชาในมัตสึเอะนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังได้นั้นคงต้องย้อนกลับไปในสมัยของ Matsudaira Daimy ที่เจ็ด หรือMatsudaira Harusato ผู้ที่ชื่นชอบพิธีชงชาและมีชื่อเสียงในฐานะอาจารย์ของพิธีชงชาเหล่านี้ จากอิทธิพลของเขาจึงทำให้มีวัฒนธรรมการชงชาในมัตสึเอะมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นคุณควรไปที่โรงน้ำชาและสัมผัสประสบการณ์การทำพิธีชงชาด้วยตัวคุณเองในมัตสึเอะ หากคุณมีโอกาส และในขณะที่คุณได้ไปเยือนเมืองมัตสึเอะก็อย่าลืมแวะชมสวน Yuushien ซึ่งสวน Yuushien นั้น เป็นสวนที่โดดเด่นและได้มาตรฐานสวนของญี่ปุ่นที่ประดับไปด้วยดอกไม้และน้ำตกสวยดังเทพนิยาย และหากมีโอกาสได้ไปในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ซึ่งคุณจะได้พบกับ Chisen Peony ซึ่งเป็นดอกโบตั๋นที่มีเฉพาะในสวน Yuushien

ไปเที่ยวทะเลของญี่ปุ่นและเดินชมศิลปะสวย ๆ ที่เกาะนาโอชิมะ

นาโอชิมะ เป็นเมืองเกาะทั้งเกาะที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่สนใจศิลปะสมัยใหม่ เมืองนาโอชิมะแห่งนี้ตั้งอยู่ในทะเล SetoInland ซึ่งทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เกาะนี้ถูกซื้อโดยบริษัท Benesse Corporation ซึ่งต่อมาได้สร้างพิพิธภัณฑ์และงานศิลปะทั่วเกาะ พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในเกาะนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่ออันโดทาดาโอะ ซึ่งเขาได้รวมเอาความงามตามธรรมชาติของเกาะนาโอชิมะเข้าไว้กับงานศิลปะ ดังนั้นผู้มาเยือนเกาะนาโอชิมะและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จึงสามารถคาดหวังได้ว่าจะเห็นถ้ำใต้ดินที่เต็มไปด้วยความเขียวขจีซึ่งเติมเต็มพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย แม้แต่อาคารที่ถูกทิ้งร้างก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะในบ้าน นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์บนเกาะนาโอชิมะแล้ว ก็ยังมี Benesse House ซึ่งเป็นโรงแรมที่คุณสามารถเดินชมภาพเขียนมิติใหม่ ที่อยู่ในแกลเลอรี่ของ Beness House ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับเกาะนาโอชิมะแห่งนี้

ดังนั้นในโอกาสต่อไปหากคิดที่จะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นก็อย่างลืมคิดถึงเมืองเล็ก ๆ อันแสนสวยงาม ที่มีทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตยกรรม ทัศนียภาพ รอให้นักเดินทางได้ไปสัมผัสและพักผ่อนอย่างเงียบสงบหลีกหนีความวุ่นวายของสังคมในเมืองใหญ่

ประเทศตุรกีประเทศแห่งมนตรามหาเสน่ห์ของตะวันออกกลาง

ประเทศตุรกีเป็นประเทศที่มีพรมแดนคร่อมอยู่ระหว่างยุโรปตะวันออกและเอเชียตะวันตก ซึ่งเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบผสมผสานของกรีกโบราณ เปอร์เซีย โรมัน ไบเซนไทน์ และออตโตมัน ประเทศที่มีมหานครอันสวยงามอย่างมหานครอิสตันบูลที่ตั้งอยู่บนช่องแคบ Bosphorus ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่ประวัติศาสตร์ทางศาสนาองสุเหร่า HagaiSophia ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปทรงโดมสูงตระหง่าน ด้านในถูกประดับประดาไปด้วยโมเสกตามแบบสถาปัตยกรรมของโบสถ์คริสเตียนไบเซนไทน์ ถูกสร้างขึ้นในช่วงราว ๆ ศตวรรษที่17 ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์อายาโซเฟีย และยังมีพระราชวังสุลต่านที่งดงามอย่างพระราชวัง Topkapi และเมืองหลวงที่ทันสมัยอย่างเมืองอังการา

อังการาเมืองหลวงของประเทศตุรกีที่ทันสมัย แต่คงไว้ด้วยเอกลักษณ์

อังการาเป็นชื่อเมืองหลวงของประเทศตุรกี ซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคอนาโตเลียส่วนกลางของประเทศตุรกีเป็นศูนย์กลางของศิลปะการแสดงและเป็นที่ตั้งของ State Opera and Ballet, Presidential Symphony Orchestra และ บริษัท โรงละครแห่งชาติหลายแห่ง และสุสาน Anitkabir ที่ฝั่งศพของ Kemal Ataturk ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศตุรกี ผู้ซึ่งประกาศให้เมืองอังการาเป็นเมืองหลวงในปี 1923 อีกทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศตุรกี ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะประเทศตุรกีมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศตุรกีมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4.8% ในปี 2009 และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงประมาณ 8.9% ในปี 2010 ต่อจากนั้นก็ลดลงสู่ระดับการเติบโตประมาณ 3% ในปี 2012 ซึ่งก็ยังถือได้ว่ายังอยู่ในเกรนที่ดี การแบ่งโควต้าของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศของตุรกีนั้นโค้วตาส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจจะถูกแบ่งให้ในภาคบริการสูงถึง 72% ส่วนของภาคอุตสากรรมอยู่ที่ประมาณ 19.5% และภาคการเกษตรเพียงแค่ 8.5% เท่านั้น เศรษฐกิจตุรกีอยู่ในอันดับที่ 16 ของรายการเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากตัวเลขของปี 2556 ซึ่งรายได้เฉลี่ยของประชาการชาวตุรกีต่อคนอยู่ที่ ประมาณ 10,782 ดอลลาร์ นั่นก็ไม่น่าแปลกใจเลยกับความหรูหราของประชากรในเมืองหลวงที่เป็นมนตรามหาเสน่ห์แห่งนี้

ชื่นชมความมหัศจรรย์ของสถานที่ท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกคาปาโดเซียในตุรกี

เมืองคาปาโดเซียพื้นที่กึ่งแห้งแล้งในภาคกลางของตุรกี เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ปล่องไฟนางฟ้า” (fairy chimneys) ที่มีความโดดเด่นและมีรูปร่างสูงเป็นก้อนหินรูปทรงกลม ตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่าหุบเขา Monks Valley หุบเขา Göreme และหุบเขาอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบมีทัศนียภาพอันงดงามที่ดีที่สุดในภูมิภาค ที่นี่มีเมืองใต้ดินอย่างKaymakli ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดและลึกที่สุด ซึ่งมีความลึกถึง 8 ระดับเชื่อมต่อกันเป็นอุโมงค์แคบและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Goreme ซึ่งคุณสามารถชมโบสถ์ที่ทำจากหินซึ่งแกะสลักโดยพระคริสเตียนยุคแรก

ยังมีหมู่บ้านกรีกเก่าที่ถูกทิ้งร้างหลังจากการแลกเปลี่ยนประชากรในปี 192 CavuSin หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำแดง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในตุรกี หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราชโดยชาวฮิตไทต์ คุณอาจจะต้องตื่นตาไปกับร่องรอยธรรมชาติที่ Pasabag หรือที่เรียกว่า Monks Valley เพราะโบสถ์ของเซนต์ไซเมียนตั้งอยู่ในหุบเขา และ Devrent Valley ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Imagination valley หุบเขามีหินสีแดงแปลก ๆ บางแห่งมีลักษณะคล้ายสัตว์แบบอูฐ จิ้งจก ไก่เป็นต้น

ที่ประเทศตุรกียังมีสถานที่งดงามและเมืองที่น่าหลงใหลอีกหลายแห่ง พร้อมทั้งกิจกรรมสุดประทับใจกับการชื่นชมทิวทัศน์ที่แปลกตาของธรรมชาติ และร่องรอยของอารยธรรมอดีตอย่างหาที่ไหนไม่ได้ พร้อมทั้งความหรูหราและทันสมัยของประเทศที่มีเศรษฐกิจดีอันดับต้น ๆ ของโลก